วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550

สำหรับ นร.ยอแซฟวิทยาครับ


สำหรับการเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมและประถมศึกษาในเทอมที่หนึ่งก้อได้ผ่านไปแล้วนะครับ...สิ่งที่เลวร้ายก้อขอให้มันผ่านไปนะครับ^^" ส่วนเรื่องดีๆก้อขอให้มันเอาเก็บไว้(แล้วจะบ่นทำไมเนี่ย- -*หุหุ)เรามาเข้าเรื้องกันเลยดีกว่านะครับคือในเทอมแรกของปีการศึกษานี้ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเพราะว่าเรากำลังศึกษาอยู่ในตึกและอาคารเรียนใหม่ พร้อมๆกับการที่โรงเรียนยอแซฟวิทยาของเราเปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาอย่างเต็มตัวขึ้นมาครับ!! ซึงโรงเรียนของเราก้อกำลังอยู่ในขั้นของการต่อเติม และเพิ่มสมรรถภาพของโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมๆกับการทำการเรียนการสอน แต่สุดท้ายโรงเรียนและตัวนักเรียนเองก้อสามารถเอาตัวรอดมาได้ตั้ง1เทอม55+ ซึ่งในหนึ่งเทอมที่ผ่านมาหลายคน(ตัวนักเรียน)อาจจะพบว่าโรงเรียนของเราจะไม่เข้มงวดเรื่องของกฏระเบียบมากมายนัก แต่คนภายนอกที่เค้ามองเข้ามาในโรงเรียนของเรากลับคิดว่าโรงเรียนยอแซฟวิทยาเมื่อเปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นมาดูเละเทะและไม่เป็นระเบียบเอาซะเลย ซึ่งในฐานะที่ผมก้อเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนและเป็นตัวแทนของสภานักเรียนจึงคิดว่า ในเทอม2ของปีการศึกษานี้จะดูแลความเรียบร้อยและเข้มงวดกับกฏระเบียบต่างๆให้มากขึ้นกว่านี้และก้าวหน้าไปพร้อมๆกับการพัฒนาโรงเรีนของเราให้มีศักยภาพมากขึ้นด้วย เพื่อประโยชน์ของทุกๆคน^^"ทั้งนี้อาจจะมีการเพิมกฏของโรงเรียนขึ้นมาบ้างเล็กน้อยและอาจมีกิจกรรมต่างๆให้นักเรียนได้ร่วมกันทำกิจกรรมมากยิ่งขึ้นเพื่อความสุขของพวกเรานั่นเอง ใรส่วนของบทลงโทษก้อจะไม่ร้ายแรงมากมายนัก หรืออาจจะเป็นการทำความดีทดแทน เอ่อ..แล้วก้อมีข่าวมาแจ้งอีกด้วยว่าเมื่อเปิดเทอมมานี้ น้องๆอาจจะได้พบกับบุคคลแปลกหน้าเข้ามาโรงเรียนของเราบ้างก้อไม่ต้องตกใจแต่อย่างใดนะครับเพราะพวกเค้าก้อคือเจ้าหน้าที่จาก สมศ.นะครับเพราะพวกเค้าจะมาประเมินโรงเรียนของเราเป็นเวลา3วันนะครับก้อขอให้น้องๆหรือเพื่อนๆทำตัวดีๆหน่อยละกันเน้อ แหะๆ^^" ต่อจากนั้นก้อมีอีก1งาน ซึ่งก้อคือโณงเรียนของเราก้อจะไปเข้าร่วมโครงการสวนพฤกษศาสตร์น่ะที่ ต.แสมสาน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งการไปในครั้งนี้ทางโรงเรียนของเราก้อจะส่งตัวแทนนักเรียนไปประมาณ10คนและส่งครูไปทัศนศึกษาดูงานอีก50คนเพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาโรงเรียนของเราอีกต่อไป ...เฮ้อ จบข่าวครับ5555+ยาวหน่อยนะวันนี้
เอ่อ..ฟังผลสอบวันที่ 29 ตุลาคม 2550 นะครับอย่าลืมพาผู้ปกครองไปฟังด้วยล่ะ..หุหุ

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรื่องลูกกะตา

ครับวันนี้ได้ไปหาหมอมาครับเรื่องเกี่ยวกะลูกตาอ่ะครับ เพราะว่ามันมีอาการแปลกๆน่ะ อย่างเช่น ถ้าผมมองไปมองมาในที่ๆมีแสงมากหรือกลางแจ้งหรือในเวลาอ่านหนังสือน่ะมันก้อจะมี จุดสีดำๆหรือ รูปคล้ายๆหยากไย่น่ะครับ เป็นเงาลอย ซึ่ง ผมไป ร.พ.กรุงเทพอ่ะครับไปพบจักษุแพทย์มาเค้าก้อตรวจอย่างละเอียดเลยนิ ก่อนอื่นเค้าก้อสอบถามอาการเราน่ะครับ ต่อมาเค้าก้อหยอดยาหยอดตาหรือที่เค้าเรียกว่ายาขยายม่านตา(มั้งนะ..อิอิ) หยอดไป 3 ครั้งครับ แต่ละครั้งก้อทิ้งเวลาห่างกันประมาณ 5 นาที พอหยอดเสร็จหมอเค้าก้อเอาตัวผมไปตรวจลูกตาอีกรอบครับคราวนี้ผมเริ่มมองอะไรก้อมัวไปหมดครับเป็นเพราะฤทธิ์ยานั่นเอง ผมก้อถามหมอไปว่ามันจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ยหมอก้อบอกว่า มันจะเห็นภาพไม่ชัดหรือมัวๆเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงมันถึงจะกลับมาเป็นอย่างเดิมนะ พอเค้าพูดจบก้อทำการตรวจลูกกะตาของผมอย่างถี่ถ้วนกันเลยทีเดียวนิ ทั้งถ่ายรูปทั้งเอาไฟส่อง ซึ่งในตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกแล้วครับเพราะภาพที่เห็นนั้นมันมัวมากเลยทีเดียว ผมก้อนอนให้เค้าตรวจไปเรื่อย จนสุดท้ายหมอเค้าก้ออธิบายเรื่องลูกกะตาให้ผมได้ฟังกัน อ่ะนะ ซึ่งโรคที่ผมเป็นอยู่นั้นที่จริงมันไม่ใช่โรคหรอกครับแต่มันเป็นแค่เพียง ตะกอนในวุ้นที่อยู่ในลูกตาเราก้อเท่านั้นเอง รายละเอียดมี ดังนี้ ครับ แต่ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่าในลูกตาคนเรานั้นส่วนที่อยู่ข้างในตรงกลางจะเป็นวุ้นใสๆนะครับ
-----เงาตะกอนวุ้นตา(Floaters)คือ เงาดำเล็กๆหรือหยากไย่ลอยไปมา จะเห็นชัดขึ้นเมื่อมีแสงสว่างเข้าตามาก เช่น เมื่อมองพื้นขาวหรือท้องฟ้าใส เงาดำจะจางลงไปเมื่อแสงเข้าตาน้อย เช่นขณะอยู่ที่ร่มหรือในบ้านเป็นต้น รูปร่างลักษณะของเงาดำจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามรูปร่างของตะกอนใน้วุ้นตา เช่น เป็นจุดวงแหวน หยากไย่คล้ายไยแมงมุม เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเงาดำนี้เกิดขึ้นทันทีทันใดก้ออาจจะทำให้ตกใจได้ จำนวนของเงาดำนั้นมีวามสำคัญมาก ถ้าจำนวนจุดมีน้อยกว่า10จุด ส่วนใหญ่ไม่มีอันตราย เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของตาเมื่อมีอายุมากขนเท่านั้น ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือหลังลอกต้อกระจก จะพบรากฏการณ์นี้มากกว่าตนปกติทั่วไป แต่ถ้าจำนวนจุดมากกว่า10จุด อาจจะมีเลือดออกในน้ำวุ้นจากการฉีกขาดของจอประสาทได้-------สาเหตุของเงาตะกอนน้ำวุ้นตา ปกติช่องว่างภายในลูกตาจะมีน้ำวุ้นเหมือนเยลลี่บรรจุอยู่เต็มไม่มีการเคลื่อนไหว แต่เนื่องจากการมีอายุมากขึ้น การมีสายตาสั้นมากๆ หรือการโดนกระแทกที่ศีรษะหรือบริเวณตา ทำให้น้ำวุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวและตกตะกอน เงาของตะกอนอาจจะใสๆ หรือสีเทา ลอยไปลอยมาตามการไหลของน้ำวุ้น เมื่อมีการกลอกตา---------อาการของตะกอนน้ำวุ้นที่เป็นอันตราย การที่น้ำวุ้นเปลี่ยนสภาพป็นของเหลว เปนปรากฏการณ์ตามปกติ ดังนั้น การมองเห็นจุดดำน้อยกว่า 10 จุด มักเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางรายภาวะที่มีการตกตะกอนนี้ น้ำวุ้นตาจะหดตัว แยกออกจากจอประสาทตาไปพร้อมกันบางครั้งดึงรั้งจนจอตาฉีกขาด และถ้าตำแหน่งที่ฉีกขาดตรงกับเส้นเลือดที่จอตา เลือดจะไหลเข้าไปในวุ้นตา ทำให้เห็นเงาดำเป็นจุดเล็กๆจำนวนมากกว่า10จุด ในกรณีนี้อัตรายมาก เพราะจอตาอาจลอกหลุดได้ ในบางรายระหว่างที่น้ำวุ้นกำลังดึงจอประสาทตา จะมีอาการมองเห็นไฟแลบเป็นรูปโค้งๆ(เหใอนถูกถ่ายรูปด้วยแฟล็ช)มักจะเห็นตอนค่อนข้างมืดในขณะกลอกตาไปทางใดทางหนึ่ง อาการเห็นไฟแลบอาจจะเป็นอยู่ 2-3 วันถึง 6 เดือน โดยไม่มีอันตรายใดๆนะครับ ฉะนั้น หากจักษุแพทย์ไม่ได้ตรวจตาอย่างละเอียด ก็ไม่มีโอกาสทราบได้ว่า ตะกอนน้ำวุ้นตาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหรือไม่ ดังนั้น ถ้ามีเงาดำเกิดขึ้นทันทีทันใด หรือมีอาการเห็นแสงไฟแลบควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีนะครับ----------วิธีรักษาตะกอนวุ้นตา แม้ในปัจจุบันยังไม่มียาที่จะรักษาให้ตะกอนวุ้นตาละลายไปได้ แต่ให้เข้าใจว่า เฉพาะเงาดำที่เกิดจากการตกตะกอนตามธรรมชาติของน้ำวุ้นตานั้นไม่มีอันตรายใดๆ ต่อตา ไม่มีผลที่จะทำให้ตามัวลง และทั่วๆไปจะไม่เป็นมากขึ้น นอกจากจะทำให้รำคาญ และวิตกกังวลเท่านั้น ส่วนเรื่องการเล่นคอมหรือดูทีวีมากไปนั้นจะไม่ส่งผลต่อเรื่องนี้เลยครับ และเมื่อผู้ป่วยเข้าใจแล้วว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกดขึ้นตามวัยเช่นเดียวกับสีของเส้นผมที่เปลี่ยนไป ความวิตกกังวลก้อจะคลายลง และเกิดความเคยชินจนเงาดำค่อยๆลายหายไปเองจากความรู้สึก ดังนั้น การผ่าตัดเพื่อเอาตะกอนนำวุ้นตาออกจึงไม่ทำกัน เพราะประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับการเสี่ยง ผู้ป่วยบางรายอาจต้องพบกับความรำคาญขณะอ่านหนังสือ เพราะเงาตะกอนน้ำวุ้นมาบังรบกวนประสาทตา วิธีแก้ไขคือ ให้กลอกตามองขึ้น มองลงไปรอบๆ จะทำให้วุ้นภ่ยในลูกตาไหลวน ตะกอนก้อจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งไป ทำให้ไม่บังตา----------ควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์หรือไม่?ถ้าเกิดอาการแบบนี้ คำตอบคือควรเป็นอย่างยิ่งครับยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดีเพราะการเป็นแบบนี้เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 15 เปอร์เซ้นต์ของผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติขของจอประสาทตา คือ รูรั่ว หรือรอยฉีกขาดเกิดขึ้นร่วมด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที รอยนี้ก้อจะลุกลาม เป็นจอประสาทตาหลุดออก ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดรักษา การรักษารูรั่วหรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตายังไม่หลุดลอกนั้นสามารถทำได้ง่าย โดยใช้เลเซอร์ไปอุดรอยรั่วเท่านั้นก้อเพียงพอ ดังนั้นผู้ป่ายที่มองเห็นจุดลอยควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่าประสาทตาอ่อนแอ และมีโอกาสเป็นรูรั่วหรือไม่แต่ในรายที่เห็นไฟแลบและมองเห็นตะกอนมากกว่า10จุด ต้องพบจักษุแพทย์ทันที เพราะมีอัตราเสี่ยงกับการมีรอยรั่วที่จอประสาทตามากที่สุด....ใครที่เป็นแบบนี้ก้อไม่ต้องกังวลไปนะครับเพราะผมก้อเป็น..อิอิอย่าเครียดไปล่ะเพราะว่าถ้าเรากลอกตาไปมาเด๋วมันก้อเคลื่อนที่หายไปทางที่เรากลอกตาไปบ่อยๆนั่นแหละดังนั้นเราจึกต้องกลอกตาไปในที่ๆไม่รบกวนจอรับภาพนะครับ

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรื่องทั่วไปในวงการฟุตบอล


ครับสำหรับช่วงนี้ก้อมีเรื่องมากมายให้ได้ถกเถียงกันครับสำหรับในวงการฟุตบอลทุกลีก
1.เรื่องไอ้แมงสาบ(ดร็อกบา)ที่ออกมาบอกว่าจะย้ายทีมในช่วงตลาดเปิดครั้งต่อไปนี้
เหตุผลที่เค้าบอกก้อคือเค้าไม่ชอบ แกรนท์(เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเชลซีหลังจากมูรินโญ่
ลาออกไปเพราะมีเรื่องกะเจ้าของสโมสร) และเป้าหมายที่เค้าจะย้ายไปซบก้อคือ มาดริด บาซ่า
หรือ มิลาน ทีมใดทีม หนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ไอ้แมงสาบออกมาพูดแบบนี้คุณคางคก(แกรนท์)เค้าก้อไม่ยอม
จึงออกมาแถลงข่าวว่าจะพยายามคุยกะแมงสาบดู ..ซึ่งเรื่องนี้ก้อต้องรอดูกันต่อไปครับ
2.เรื่องพี่เหยินน้อย (โรนัลดินโญ่)ออกมาบอกว่าไม่มีความสุขเลยในช่วงนี้หลังจากที่โดนดร็อปมาหลายนัด
เพราะช่วงนี้ คุณเมสซี่และอองรีเล่นกันได้อย่างดีมากทำให้รัศมีของตัวออกจางหายไป ซึ่งออกมาแถลงข่าวว่า
เค้าอยากจะย้ายทีมในช่วงเปิดตลาดครั้ง่ตอไปซึ่งแน่นอนที่จะมีข่าวออกมาบอกว่าอยากอยู่กับมิลานหรือไม่ก้อเชลซี
แต่ความเป็นไปได้ก้อน่าจะเป็นทางด้านมิลานมากกว่าที่จะได้ตัวเค้าไปเพราะว่าในทีมมิลานนั้น มีหลายคนที่เป็นบราซิลเลี่ยน
ซึ่งเรื่องนี้ก้อต้องรอดูกันต่อไป..เค้าอาจจะไม่ย้ายทีมก้อได้เพราะแฟร้งไลกาจคงไม่ปล่อยเค้าไปง่ายๆหรอกนะ
3.เรื่องทีมชาติอังกฤษครับ เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากหลังจากที่ คุณสตีฟแม็คคาเลน(ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ)
พาทีมอังกฤษไปรัสเซียซึ่งไปแข่งกัน(บอลยูโรรอบแบ่งกลุ่ม)ที่สนามของรัสเซียเองซึ่งก่อนแข่งก้อมีข่าวมามากมายว่า
สนามเป็ฯหญ้าเทียมแล้วจะดีหรือและในระหว่างจบครึ่งแรกก้อมีการรดน้ำหญ้าอย่างหนักซึ่งน่าเป็ฯแผนของรัสเซีย(อังกฤษ
เค้าว่ามางี้นะสื้อน่ะ) ซึ่งผลก้ออกมาปรากฏว่าอังกฤษแพ้ไปอย่างน่าเสียดายครับคือแพ้ไป 2-1 หลังจากที่พวกเค้านำไปก่อนด้วยซ้ำ
หลังจากจบเกมทางสื่อก้อออกมาบอกว่าอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงของวิกฤษแล้วหละเพราะอาจจะตกรอบนี้ก้อได้
แต่ถ้าอังกฤษตกรอบผมเสียทีตามมาก้อคือสื่อทั่วโลกจะขาดรยได้หรือขาดทุนจากการนำเสนอบอลยูโรในปีนี้ซึ่ง
เค้าคาดการณ์ว่าสื่อทั่วโลกจะขาดทุนเพระอังกฤษประมาณ 100000 ยูโร ครับเพราะว่าแฟนบอลอังกฤษเค้าเยอะจริงๆ
-----โปรดติดตามตอนต่อไปครับเมื่อยและเอาวันหลังจะมาทำต่อละกัน..อิอิ----------------

เยี่ยม..!!


ในที่สุดมิลานก้อคืนฟอร์มเก่งมาได้ครับหลังจากที่ไปถล่มลาซิโอมา5-1
ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดีมากครับสำหรับคุณจิลาดิโน่ที่สามารถทำ2ประตู
ในนัดนี้ได้ซึ่งฟอร์มก่อนหน้านี้เค้าฝืดเป็นอย่างยิ่งครับ ยิ่งไม่ค่อยได้เล้ย
ส่วนฟอร์มการเล่นของกาก้าก้อยิงไป2ลูกครับ..หึหึ ของเค้าเทพจริงๆ
หลังจากจบนัดนี้นักเตะหลายคนก้อต้องกลับบ้านเกิดครับ เพราะว่ามีบอลยูโร
และคักศึดบอลโลก แล้วจากการที่ดีด้าไปแสดงละครต่อหน้าแฟนบอลในถิน
ม้าลายเขียวขาวในศึกแชมเปี้ยนลีก เค้าได้รับการลงโทษคือโดนแบนห้ามเล่น2นัด
ครับ และในส่วนของสโมสรเวลติกก้อได้รับโทษเช่นกันหลังจากปล่อยให้แฟนบอล
เข้ามา ยุ่งกะนักเตะมิลานง่ะ ก้อโดนปรับเป็นจำนวนเงินไม่มากครับ คือประมาณ
25000 ปอนด์(อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจครับเพราะมันนานและไม่ไอ้อัพมานาน..อิอิ)
ในส่วนตัวผมคิดว่าไม่แฟร์นะครับเพราะว่าทางเซลติกพยามที่จะเอาเรื่องดีด้า
มากลบเกลือนความผิดของตัวเอที่มีแฟนบอลเข้ามาในสนาม ที่อันที่จริงแล้วใน
กรณ๊ของเซลติกนั้นเป็นโทษที่หนักกว่าททางมิลานนะแต่สื่อก้อประโคมข่าวแต่ดีด้าไม่
ค่อยม่ใครมาสนใจเรื่องของเซลติกซักเท่าไรอ่ะ

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรื่องมันเศร้า.....


เรื่องมันเศร้าจริงครับคือเรื่องมันมีอยู่ว่า มิลานครับ มิลานเอาอีกแล้วครับ
เกมระหว่ามิลานคาตาเนียผมออกมาก้อเสมออีก ผมกะว่าจะทำใจได้หลังจาก
เกมucl(uefa champion leag)ในศึกรอบแบ่งกลุ่มนัดที่สองของ
เราครับ เจอกับทีมกลาสโกเซลติก แชมป์ลีกสก็อต(สก็อตติสพรีเมียร์ลีก)
ครับ แข่งกันที่สนามของเซลติกครับ เกมเริ่มมาก้อเป็นการทำประตูไปก่อน
ของเซลติดครับต่อมามิลานของเราก้อได้ลูกโทษกาก้าก้อสังหารไม่พลาดเช่นเดิม
(ยิงจุดโทษจนจะเป็นดาวซัลโวอยู่แล้วเนี่ย--*)ครับ ก้อเสมอกัน1-1
แต่ก่อนจบเกมครับนากามูระก้อทำแสบอีกแล้วครับ มันส่งบอลให้คุณแมคโดโนลยิงไป
ครับทีแรกก้อไม่เข้าอ่ะครับแต่โบเนร่าครับกองหลังของมิลานเอง
สงสัยกลัวว่ามันจะไม่เข้าก้อเลยจัดการสกัดระยะเผาขนครับกลายเป็นเซลติดนำ2-1
หลังจากที่โบเนร่าซัดไปครับก้อมีแฟนบอลของเซลติกวิ่งมาจากอัศจรรย์ของ
สนามครับมาที่ดีด้า(ซวยกันไป)แล้วก้อใมอปาดมาที่หน้าอกครับไม่รู้ว่าในมือมีอะไร
แต่ดีด้าก้อพยายามวิ่งตามไปครับวิ่งไปได้3ก้าวคงนึกขึ้นได้ว่าเราโดนแฟนบอลทำไรไม่รุ
ล้มนอนดีกว่าเผื่อทีมเราจะได้ชนะ(กำนี่ผมคิดแทนดีด้านะครับเพราะว่าภาพมันฟ้องอ่ะ)
แล้วในที่สุดดีด้าก้อโดนหามออกไปเลยครับสงสัยจะเจ็บหนัก- -* แต่ก้อไม่เป็นไรครับ
ผ่านไปได้ 1 เดือนเต็มๆครับสำหรับมิลาน เค้ายังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลยมีแต่เสมอกะแพ้ครับ
ที่น่าเห็ฯใจที่สุดก้อน่าจะเป็นพี่เเจ้นี่แหละครับเพราะโดนด่ามากเลยครับสงสารมากเลยนิ
เห็นมีข่าวว่าบอร์ดบริหารของมิลานกะลังพิจจารณาในนัดต่อไปที่จะเจอกะลาซิโอครับ
ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเรียกง่ายๆเลยว่าถ้ามิลานยังไม่ชนะอีกละก้อพี่แจ้ควร
พิจจารณาตัวเองได้เลยนะครับ---ยังไงพี่แจ้ก้อสู้ๆนะครับผมคิดว่าไม่มีใครรู้ใจนักเตะมิลานมากกว่าพี่แจ้อีกแล้วหละ

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2550

สถานการณ์มิลาน


ตอนนี้ไม่รู้ว่ามิลานเคื่องดับไปแล้วหรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ
เพราะว่าแข่งบอลกัลโช่ไปแล้ว4แมตแมตแรกก้อดีอ่ะครับชนะแบบถล่มทลาย
แต่แมตต่อมาก้อเสมอติดต่อกัน2นัดครับและนัดล่าสุดที่เจอกะปาแลโม่
ผลออกมาน่าวิตกอย่างมากคือมิลานแพ้ครับทั้งๆที่เกมในครึ่งแรกก้อ
เล่นได้เหนือกว่าจึงขึ้นนำไปก่อนแต่พอครึ่งหลังก้อโดนตีเสมอและขึ้นนำไป
เซ็งเป็ดกันเลยทีเดียวครับ ส่วนนัดต่อไปก้อต้องไปเจอกับคาตาเนีย ซึ่งมิลาน
ควรที่จะจัดทัพหลวงบุกไปตีคาตาเนียให้กระจุยเพื่อเรียกเเรงศรัทธาของ
เหล่าสาวกรอซโซเนียรี่กลับมา เรามาดูข้อผิดพลาดกันต่อดีกว่าครับ คือทีม
มิลานของเราเนี่ยเป็นทีมที่มีอายุเฉลี่ยเยอะที่สุดในยุโรปเลยนะ ทีมเราจึงมีปัญหา
เกมในครึ่งหลังครับมันจะแผ่วๆไปทำให้เราโดนตีเสมอหรือเสียประตูในครึ่งหลังตลอด
จะว่าไปปัญหานี้มันก้อน่าจะแก้ไขไปตั้งนานแล้วนะเพราะว่าเป็นปํยหาใหญ่มากเพราะ
อายุนักเตะก้อเยอะแถมบางคนก้อยังไม่ฟิตอีกเฮ้อเซ็งเป็ด แต่ก้อขอให้รอซโซเนียรี่ทุกท่าน
ติดตามเชียร์มิลานต่อไปนะครับ

ใกล้สอบแล้ว..


ดีครับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บบล็อกของเรานะครับก่อนอื่นต้องขอบอกชาวยอแซฟวิทยาก่อนว่า
ช่วงนี้ก้อเข้าฤดูการสอบปลายภาคเรีนที่ 1 แล้วนะครับ ก้อขอให้ช่วงนี้ขยันๆตั้งใจเรียนกันหน่อยนะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนๆม.3ทุกคนนะเพราะว่าพวกเราเป็นรุ่งเเรกของโรงเรียนและเป็นพี่ที่ใหญ่ที่สุด
เราควรจะทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่น้องๆนะ อีกอย่างถ้าน้องๆเค้าทำผิดก้อตักเตือนเค้าด้วยล่ะ เหอะๆ
เรามาเข้าเรื่องการสอบปลายภาคกันต่อดีกว่านะครับ เรื่องการสอบอ่ะจะสอบกันในวันพุธที่3-วันศุกร์ที่
5 กันยายนนะครับ เรื่องสอบอ่ะเป็นเรื่องง่ายๆนะครับ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า การสอบน่ะก้อเหมือนการ
ทดสอบตัวเองนะครับว่ามีความรู้ขนาดไหนแล้วเราต้องควรปรับปรุงอะไรบ้างอานะ และเมื่อใกล้ถึงก้อขอ
ให้น้องๆและเพื่อนๆทุกคนอย่าหักโหมอ่านหนังสือมากนักนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วยเน้อ ผมจะบอกเคล็ดลับ
ในการอ่านหนังสือนะครับ(อันนี้ได้มาจากม.เก่ง) เค้าบอกว่าในการอ่านหนังสือที่ดีนั้นเราควรจะอ่านอย่าพอประมาณ
โดยไม่ต้องอ่านมากแค่ตั้งใจอ่านและจับใจความของสิ่งที่เราอ่านน้นให้ได้ เมื่อเราจำได้แล้วเราก้อจดบันทึกลงใน
สมุดโน๊ตของเราเพื่อเอาไว้ดูยามยาก55+ มันจะช่วยได้จริงๆนะครับ ส่วนเรื่องเวลาในการอ่านหนังสือนั้นม.เก่งเค้าบอกว่า
เวลาที่เหมอะแก่การอ่านมากที่สุดนั้นเป็นเวลาช่วงเช้ามืดอ่ะครับเพราะเป็นเวลาที่สมองปลอดโปร่งที่สุด
จึงสามารถทำให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น และสุดท้ายต้องขออภัยด้วยนะครับที่ไม่ค่อยได้อัพเดธข้อมูลเรื่องข่าวสารของมิลานเลย
เพราะมัวแต่ทำงานอ่ะครับเลยไม่ค่อยได้อัพข้อมูล ผมสัญญาว่าหลังจากสอบเสร็จครั้งนี้แล้วจะนำข้อมูลมาอัพ
บ่อยๆเลยนะครับ ส่วนเรื่องการสอบนั้นก้อขอให้ทุกคนอย่าเครียดกับมันมากนักนะครับ

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

แชมป์ยูฟ่าซุปเปอร์คัฟ


เย้ๆๆตัวลอยเลยครับสำหรับมิลานอ่ะได้แชมป์อีกแล้วว น่าภาคภูมิใจมากครับ
สำหรับรอสโซเนรี่อย่างผมคนนึงอ่ะ555+ ครับแชมป์ที่ได้ก็คือแชมป็ยูฟ่าซุปเปอร์คัฟ
ที่สามารถเอาชนะทีมเหนือชั้นรอย่างเซบีย่ามาได้อย่างท่วมท้นครับ
สามประตูต่อหนึ่ง (ที่ช่องเจ็ดสีถ่ายทอดสดอ่ะจ้า)เมื่อคืนวันศุกร์ที่
สามสิบเอ็ดสิงหาคมครับเวลาในไทย ประมาณ ตีหนึ่งสี่สิบ มีบอลครับที่ช่องเจ็ดของเรา
เป้นบอลระหว่าทีมเเชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกกับแชมป์ยูฟ่าคัฟ ทั้ง2ทีมมาฟาดแข้งกัน
ด้วยความโศกเศร้าเป็นอย่างมากครับเพราะว่า คูนปูเอต้า กองหลังดาวรุ่ง ในวัย20 ต้นๆ
ของเซบีย่า ได้เสียชีวิตหลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา สามวัน
หลังจากที่หัวใจของเค้าทำงานผิกปกติในขณะที่กำลังแข่งบอลอยู่เค้าก็เกิดล้มลง
ไปกองอยู่กับพื้นกันเลยทีเดียว แต่เค้าก็ยังเดินออกจากสนามได้นะครับแต่ไม่รู้ว่า
ทำไมเค้าเดินออกมาได้ทั้งๆที่อากาหนักมากขนาดนั้น ก้ขอจบเรื่องปูเอต้าเพียงเท่านี้ละกันคับ
ก่อนแข่งก็มีการยืนไว้อาลัยให้กับปูเอต้ากันก่อนครับ พอเริมเล่นได้ 14 นาทีเซบีย่า
ก็ขึ้นนำมิลานไป หนึ่งปะตูจากลูกคอนเนอร์ครับ ต่อมาท้ายครึ่งแรกพี่กุ้ง(อินซากี้)
ก็ซัดไปตุงตาข่ายครับ แต่ว่าเป็นลูกลำหน้าเลยไม่ได้ประตู พอเมื่อครึ่งหลังเริ่มขึ้น
มิลานก็เดินเกมบุกอย่างเต็มที่ครับ และก็ทำสำเร็จจนได้ด้วยลูกเปิดอันสวยงามของกัตจัง
แล้วก็เข้าหัวพี่กุ้งโหม่งไปโล่งๆคนเดียวเลยครับ มิลานตีเสมอได้ ต่อมากัตจังคิ้วแตกครับ มิลานเลยได้
ฟรีคิกจากครึ่งสนาม เปียโร่ก็โยนข้ามฟากไปให้แจนโควิชวอเล่ครับ
สวยมากมายเลยสุดยอดอ่ะว่างั้นวอลเล่ด้วยซ้ายตุงตาข่ายเลย ต่อมากาก้าก็กระชากหนีกองหลังมาได้2คน
แล้วก็เข้ากรอบเขตโทษกองหลังตัสุดท้ายมาจากไหนก้ไม่รู้ครับมาเสียบกาก้าล้มลง
ในเขตโทษ ทำให้มิลานได้ลูกโทษ กาก้าลุกขึ้นมาสังหารครับ ซัดไปเต็มข้อดดนหน้าปาล็อด(เป็น
ผู้รักษาประตูของเซบีย่า)ทำให้ไม่เข้าครับแต่บอลก็เป็นใจ ตกมาที่หัวของกาก้า
ทำให้กาก้าโหม่งเข้าไปอย่างง่ายดายครับ(น่าสงสารปาล็อตโดนหน้าจนมึนเลยงิงิ)
จบเกม มิลานก็เอาชนะเซบีย่าได้สามประตูต่อหนึ่งครับเออๆแมตนี้ครับ พิเศษมาก
ที่กัตจังคิ้วแตกอ่ะพี่แจ้(อัลเชลล็อตติ โคชของมิลาน)เลยเปลี่ยนออกแล้วก็ได้โอกาสของเอเมอร์สันครับ
นักเตะใหม่จากบราซิลที่ย้ายมาจากสุสานนักเตะ(มาดริด)ด้วยค้าตัวไม่เท่าไรครับ
เค้าก็ได้โอกาสลงเล่นจนได้ ก็เล่นได้ดีเหมือนเดิมครับ คือเค้าเป็นกองกลางที่ครบเครืองมากๆ
คือว่าเล่นได้เหนียวมากๆ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยูฟ่าแชมเปียนลีก


ในที่สุดผลรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมก็ออกมาซักทีคับ ผลก็ออกมาตามคาดครับ
55+มิลานของเราคว้ามาได้รางวัลเด้อ รางวัลแรกเป็นของ ป๋ามัล(เปาโลมัลดินี่)
เป็นรางวัลกองหลังยอดเยี่ยมคร้าบ เย้ๆๆดีใจกะป๋ามัลด้วยนะครับกะรางวัลกองหลังยอดเยี่ยม
ในอายุสามสิบสี่ปีครับโหนี่ขนาดอายุเยอะแล้วยังได้รางวัลอีกเนอะ เก่งมากๆ
ส่วนรางวัลต่อไปเป็นของเซดอฟ(คาเร้น เซดอฟ)กับตำแหน่งกองกลางยอดเยี่ยมครับ
เค้าเล่นได้อย่างดีในทุกๆแมตท์ที่เค้าลงเล่นครับเค้าท่มเทกับการเล่นเป็นอย่างมากเลยกว่า
เค้าจะไตแหน่งนี้ครับ ส่วนเรื่องอื่นๆที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากคือเซดอฟเนี่ยเป็นคนแรกครับที่ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก
มากที่สุดในโลกเลยครับคือเค้าไดชูถ้วยนี้มาแล้วสามครั้งกับสามสโมสรที่เค้าอยู่
โหยอดเยี่ยมมากๆๆๆน่านับถือเป็นอย่างยิ่งครับ รางวัลต่อไปครับรางวัลนี้เป็น
ที่กล่าวถึงมากที่สุดเลยครับ เป็นรางวัลของกาก้าครับกับตำแหน่งกองหน้ายอดเยี่ยม(แต่อันที่จริง
แล้วเค้าไม่ได้เล่นกองหน้านะครับแต่เค้าเล่นตำแหน่งเพล์เมกเกอร์ก๊คือตำแหน่งกองกลาง
ตัวรุกนั่นเองครับ)ยังสงสัยกันอยู่ว่าได้มายังไง555+แล้วกาก้าก็ยังไม่หยุดความเก่งเพียงเท่านั้นเค้ายัง
ได้รับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของยูฟ่าแชมเปียนลีกอีก555+สรุปแล้วกาก้าคว้ามา2รางวัลเลยครับพี่น้อง
ก็คือรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมกับรางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมเด้ออโหสุดยออดส่วนอีกตำแหน่งก็คือผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมครับ
ซึ่งรางวัลนี้ดีด้าของเราไม่ได้ครับน่าเสียดายเป็นอย่างมากและผู้ที่ได้ตำแหน่งนี้ไปก็คือ
ปีเตอร์เชคของสิงบลูครับ(ของเชลซีน่านแหละ)ก็ขอแสดงความยินดีกับเด็กสิงบลูด้วยนะ
5555+รวมๆแล้วมิลานของเรากวาดมาได้4รางวัลด้วยกันคือกองหลังยอดเยี่ยม(ป๋ามัล)
กองกลางยอดเยี่ยม(เซดอฟ)กองหน้ายอดเยี่ยม(กาก้า)นักฟุตบอลยอดเยี่ยม(กาก้า)
ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกคนด้วยเด้อ

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ปาโต้


มีข่าวเรื่องมิลานครับอยากนำเสนอมากครับ
ก้อเป็นเรื่องการซื้อตัวของมิลานนะครับ
ตอนนี้มิลานได้มาแล้วคนนึงครับเค้ามีชื่อว่า
อเล็กซานเดอร์ปาโต้ครับเป็นเด็กคนนึง
ที่มีพรสวรรค์มากในเรื่องฟุตบอลครับเค้า
มีอายุ17ปีครับเกิดวันที่2กันยายนครับ
(เกิดวันเดียวกะเเม่ผมเลยงิ)เค้าเป็นคนที่
ได้รับข้อเสนจากทีมอื่นๆเรื่องกาซื้อตัว
เกือบทุกทีมครับเช่นทีมรีลมาดริด เชลซี
แมนยู บาร์เซโลน่าเป็นต้นหลายทีมยื่น
ข้อเสนอทั้งเงินและอีกหลายอย่างรวมทั้งมิลาน
ก้อด้วยและเหตุผลที่เค้าย้ายมามิลาน
ก้อเพราะโรนัลโด้ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเค้าชื่นชมพี่โด้มากเลยเค้าจึงตัดสินใจมาอยู่ที่มิลาน
และก้อรวมถึงกาก้า คาร์ฟูลและดีด้าซึ่งเป็นชาวบราซิลด้วยกันด้วย ซึ่งในการซื้อตัวปาโต้
ในครั้งนี้มิลานของเราได้มาแบบถูกๆเลยอ่ะครับประมาณ12ล้านอ่ะ555+
โดยส่วนตัวนะครับซึ่งผมติดว่าปาโต้อ่ะเป็นกองหน้าที่ในอนาคตจะเป็นกองหน้าที่ดีที่สุด
ในโลกเลยก้อว่าได้นะครับเพราะสังเกตุดูจากบอลเยาวชนโลกที่ผ่านมาอ่ะครับรุ่นอายุ
ไม่เกิน21อ่ะคับ ปาร์โต้น่ะเป็นกองหน้าที่ีที่สุดในทัวนาเมนต์นั้นเลยก้อว่าได้นะครับ
ซึ่งตอนนี้กองหน้าของมิลานก้อมีอยู4คนแล้วนะครับคือพี่จิลาร์ดิโน่ พี่อินซากี้ พี่โรนัลโด้
และคนสุดท้ายคือปาโต้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550

bodyslam



ในที่สุดสาวกบอดี้แสลมทั้งหลายก้อจะได้ฟังอัลบัมใหม่ของพวกเค้ากันซักที
หลังจากที่รอกันมาประมาณ2ปีเศษ และเขาก้อกลับมาอีกครั้งกับอัลบัมที่มีชื่อว่า
save my life นะครับ ส่วนตอนนี้เรามาดู MV เพลงยาพิษกันดีกว่าครับ
ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วยนะครับเพราะว่าถ้าเอา MV มาดูในบล็อก
มันจะโหลดช้ามากฉะนั้นเราไปดูในเว็บของเค้าเลยดีกว่านะครับ

http://video.mthai.com/player_1.php?id=14M1186500620M271

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

อำลาม.จงรัก

และนี่ก้อเป็นภาพบรรยากาศวันอำลาแด่ม.จงรักของเราคับ บรรยากาศที่น่าจะเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แต่กลับเป็น บรรยยากาศที่สนุกสนานเฮฮามากครับ
แต่สุดท้ายทุกคนก้อต้องจากม.จงรักไป(น้ำ้ำเน่าจริงๆ)






ในที่สุดม.จงของเราก็ไม่สามารถส่ง
เราจนจบม.3 เฮ้อเรื่องมันเศร้าอ่านะ
แต่ไงก้อขอแสดงความยินดีกะม.จง
ด้วยงับที่สามารถสอบติดเป็นครูของรัฐบาล
จนได้ 55+ผมก้อขอให้ม.จงรักไปดีนะคับ
ยังไงเดี๋ยวเราก้อต้องได้เจอกันอยู่ดีนิ5+
รักม.จงเสมอนะ ถึงแม้ว่่าม.จงจะดุไปหน่อยก้อตาม
พูดถึงเรื่องความดุของม.จงรัก
มันก้อมีอยู่หลายครั้ง555+
ผมจึงขอยกตัวอย่างมาบางเรื่องนะครับ
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อตอนผมอยู่ม.1อ่านะเมื่อก่อนนั้นอ่าไม่รู้เป็นไง ทุกคน
มันต้องหอบเอาแฟ้มมากันทุกคนเลย (จนบัดนี้ผมก้อยังไม่รุว่ามันเป็นแฟชั่นหรือ
ว่ามันเป็นอะไรกันแน่55+) แล้ในแฟ้มของทุกคนก้อจะเอาอะไรใส่ไปนักก้อไม่รุ
อย่างของที่ไม่น่าเอาไปไส่ในแฟ้มก้อเอาไปใส่เช่นหนังสือการ์ตูน กาว กรรไกร
และบางครั้งก้อใส่พวงมาลัยไปด้วยก้อมีนะ55+ จนในมี่สุดแฟ้มของทุกคนก้อมี
น้ำหนักขึ้นมามาก โดยส่วนมากเวลาเรียนนั้นเราก้อจะวางเฟ้มไว้ตรงใต้โต๊ะ(ตรง
ขอโต๊ะข้างล่างอ่านะ) พอวางไว้ใต้โต๊ะ ด้วยความที่มันหนักก็ทำให้แฟ้มล้มบ่อยๆ
และแต่ละครั้งที่ล้มก็ไม่ได้เบาเสียงยังกะระเบิดในอิรัก(ตู๊มมมม) และแล้วในวันหนึ่ง
ก้อเป็นคาบการเรียนการสอนของม.จงรัก พอม.จงเข้ามาเราก้อทำความเคารพกันอย่างปกต
ิ(สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ) แล้วม.ก้อพูดไรเรื่อยเปื่อยตามปกติเหมือนเดิม พูดไปแฟ้มก้อล้มไป(ตู๊มมมๆๆ)
ก้อล้มอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ทำให้ม.จงรักแกฟิวขาด55+ เค้าก้อบอกว่า นี่ตั้งให้มันดีๆหน่ยซิ
(ด้วยน้ามเสียงดุดันเช่นเดิม) พอพูดไม่ทันขาดคำ แฟ้มใครก้อไม่รุ ล้มลงมาอีกคราวนี้
เสียงดังมาก ม.จงรักแกก้อหน้าเสียเลยยืนอึ้งไปซักพักแล้วก้อบอกว่าอย่าให้มีอีกนะ(ตอนนี้
คิ้วของม.จงรักเริ่มขมวดแล้วแสดงว่าเริ่มโกรธ) พอพูดไม่ทันขาดคำ(อีกแล้ว)แฟ้มปามาณ
5-6 อันก้อพร้อมใจกันล้ม(ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม) ม.จงก้อเริ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา
แล้วก้อเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว(เสียงดังมาก) พอพูดจบป๊าบแฟ้มทั้งห้องก้อพร้อม
ใจกัันล้มลง เสียงดังสนั่น 55+ ม.จงก้อเริ่มซึม พวกเราก้อเริ่มกลั้นอารมขำกันไม่อยู่
ขำกันทั้งห้องกันเลยทีเดียว55555555555555555555555555555+กร๊ากกก
ป.ล.รูปข้างบนไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกะเรื่องนี้เลย แต่รูปนี่เค้ามีชื่อว่า คาลออันเชลร๊อตติ
เป็นโคชของทีมมิลานอ่าเห็นหน้าพี่แกเครียดเหมือนม.จงรักก้อเลยเอามาอ่านะ

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

55+เรื่องของฟามรักน่ะ


มีเวบดีดีมาฝากคับคืองี้ผมลองเข้าเว็บไทยมิลานดอทเนท
เช่นเดิม ผมก้อเจอพี่ๆเค้าบอกว่าเวบนี้อาดูดวงเเม่นมากๆ
ผมก้อเลยเอามาฝากอ่านะ555555555555555555555+
http://www.loveanalyst.com/14937.love

อิอิ..ได้เป็นประธานสภานักเรียนแย้วหละ


555+ วันนี้ก้อมีการเลือกตั้งกันอ้่านะ ตอนลงคะแนนอ่าไม่ค่อยเท่าไหร่ร้อกแต่พอตอนนับคะแนนอ่าดิ
ทำให้ตอนแรกๆเราไม่กล้าไปดูการนับคะแนนเลยทีเดียว
(ทั้งๆที่ลงสมัคีด้วยอ่านะ..อิอิ) จนม.สุพจน์(ม.ตุ่น)
ต้องไปตามให้เราไปดูการนับคะแนนเพราะว่าตอนนี้กำลังสูสีดู๋ดี๋อยู่ พอม.พจน์แกมาตามเราก้ออยากรู้อยู่
พอดี ก้อเลยชวนเพื่อนไปน่ะ(ก้อมีไอ้ ย้ง ไอ้ทศ ไอ้ดะ ไอ้บูม ไ้อคลิมแล้วครัยอีกน้ากก้อไม่รุ มีกีตาร์ไปอีก2ตัว)
พอไปถึงที่เค้านับคะแนนกันเราก้อเหลือบตาไปดูกระดานที่เค้าเขียน
คะเเนนผลปรากฏว่าคะแนนของเรา(เบอร์3)
ตามไอ้จืด(ไอ้พี เบอร์7)อยู่มากเยยเราก้อรู้สึกไม่ค่อยดีด้วยความงี่เง่าหรือของขึ้นหรืออาไร
ซักอยางนี่แหละเราก้อเลยตงใจเชียร์กันเต็มที่ คะแนนนก้อสูสีดู๋ดี๋กันมานานนมั้ต่างคนก้อต่างเชียร์กันอย่างหนุกหนาน ต่างคนต่างก้อเชียร์หนุกมาก ไอ้จืดก้อคอยกวนตีนอยู่เรื่อยอิอิ เราก้อเลยกวนตีนกลับไป ก้อหนุกดี พอตอนหลังๆก้อเกิดปาฏิหารที่ทุกคนรอคอย5555+ คะแนนของเรา ก้อนำไอ้จืดอยู่เล็กน้อย 555+ สะใจม๊ากมากเมื่อได้เห็นไอ้จืดมันหงอยแดกอิอิ และแล้วการนับคะแนนก้อสิ้นสุดคะเเนของไอ้จืดได้ 92คะแนน(มั้ง)ส่วนของเราก้อได้ 101(ได้ได้ไงเนี่ย555+) ตกลงเราก้อได้เป้นอ่านะ แต่ที่ตลกก้อคือมีอยู่เบอร์นึงไม่มีเลยซ้ากคะแนน(แม้แต่ตัวมันเองยังไม่เลือกเล้ยแล้วไคจะเลือกมัน555+)
ขำมาก5555+ พอดุการนับคะแนนจบก้อไปจับมือกะไอ้จืด มันก้อยังคงกวนตีนเหมือนเดิม 555+ก้อเฮฮาปาร์ตี้กันไป๊ ต่อมาก้อมีการปิดห้องฉลอง(555+ไม่ถึงขนาดน้านนน) และเรื่องราวในวันนี้ก้อจบลงด้วยดี(ตกลงเราได้ๆไงเนี่ยแล้วจะทำตัวไงดีฟระ555+งงชิบแต่สงสารไอ้ตี้มาก
กว่าไม่ค่อยได้หาเสียงเล้ยดันป่วยซะก่อง)

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

AC milan Fanclub

ในบทความนี้ก้อจาเป็นเรื่องของสโมสรเอซีมิลานคับ เรามารู้จักกันเลยดีกว่า

ก่อนอื่นขอเริ่มกันที่สนามครับ

ซาน ซิโร่

สร้างครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 1926 โดยผู้ที่ริเริ่มความคิดคือ ปิแอร์โร่ ปิเรลลี่ โดยเขาคิดจะมอบมันเป็นของขวัญให้กับสโมสร
ซาน ซิโร่ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 ปี โดยบรรจุผู้ชมได้10,000 ที่นั่ง

อีก10ปีต่อมาได้มีการปรับปรุงสนามซานซิโร่เพื่อให้รับแฟนบอลให้มาเข้าชมการแข่งขันมากขึ้นในปี 1939
โดยครั้งนี้ได้เพิ่มที่นั่งขึ้นเป็น 55,000 ที่นั่ง

ในปี 1986 ได้มีการปรับปรุงสนามซาน ซิโร่อีกครั้งหนึ่งเพื่อใช้เป็นสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลก
โดยคราวนี้มีการสร้างหลังคาที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส และหอคอยทางขึ้นอีก 11 ด้านเสียใหม่
รวมทั้งเพิ่มความจุที่นั่งจากเดิม5หมื่นกว่าที่นั่งไปเป็น 85,700 ที่นั่ง มีการคาดกันว่า ถ้าเอากันจริงๆ
สนามซาน ซิโร่ สามารถรับผู้ชมได้ถึง 150,000 แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย
สภาเมืองมิลานจึงได้ออกกฎห้ามมิให้มีผู้ชมเกินกว่า 100,000 คน
Image
Club History
เขียนโดย Administrator
Sunday, 03 June 2007

ประวัติสโมสร

ในวันที่ 16 ธันวาคม 1899 ชาวอังกฤษสามคนได้พูดคุยกันที่ห้องห้องหนึ่งในโรงแรมโฮเตล ดู นอร์
และเกิดความคิดที่จะสร้างสโมสรคริกเก็ตและฟุตบอลชื่อ Milan Football&Cricket Club
ตอนเริ่มตั้งใหม่ๆ คลับแห่งนี้เน้นไปที่คริกเก็ตมากกว่า แต่เมื่อข่าวค่อยๆแพร่ออกไปก็มีผู้คนให้การสนับสนุนฟุตบอลขึ้นเรื่อยๆ
โดยมีปิแอร์โร่ ปิเรลลี่ ทำหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรก ( เขาเป็นต้นคิดที่จะสร้างสนามซาน ซิโร่เพื่อเป็นของขวัญกับทีม)

หลังจากเข้าไปขึ้นทะเบียนกับสหภาพฟุตบอลอิตาเลี่ยนแล้ว ทีมก็เข้าร่วมชิงชัยในฟุตบอล รวมทั้งเริ่มสร้างสนามเพื่อใช้ในการเป็นเจ้าบ้าน โดยทำการสร้างสนามที่บริเวณทร็อตเตอร์ หรือปัจจุบันคือ สถานีรถไฟกลางนั่นเอง

นัดเปิดสนามนัดแรกของสโมสรคือ การที่มิลานแข่งกับทีมเมดิโอลานุม ในวันที่ 11 มีนาคม ปี 1900 และมิลานเอาชนะไปได้ 3 -0 ผู้เล่น 11 คนแรกของสโมสรประกอบไปด้วย ฮูด ซิงนากี้ ทอร์เร็ตต้า ลีส์ คิลพิน วาเลริโอ ดูบินี่ เดวี่ส์ เนวิลล์ อัลลิสัน ฟอร์เมนติ โดยขณะนั้นคิลพิน เป็นทั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรและกัปตันทีมฟุตบอล ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมในขณะนั้น แต่ทว่าการแข่งขันอย่างเป็นทางการจริงๆที่มิลานพบกับโตริโน่ ในวันที่ 15 เมษายน มิลานกลับพ่ายไป 3 ประตูต่อ 0

ในช่วงยุคแรกๆ จะมีการเก็บค่าสมาชิก โดยถ้าเป็นบุคคลทั่วไปก็เสียค่าสมาชิก 20 ลีร์ ถ้าเป็นนักเรียนก็เสีย 10 ลีร์ ถ้าผู้เล่นคนใดลืมจ่ายก็จะถูกห้ามฝึกซ้อม มิลานได้แชมป์ประเทศ( เซเรีย อา) ครั้งแรกในปี 1901 หลังจากเปิดสโมสรได้เพียง2ปีเท่านั้น หลังจากนั้น มิลานก็ได้แชมป์ติดต่อกัน2ครั้งในปี 1906&1907
( ระบบการหาแชมป์ต่างไปจากปัจจุบัน โดยในอดีตจะนำผู้ชนะในลีกแคว้นต่างๆมาเล่นplayoffกัน ทีมใดชนะก็จะได้แชมป์ของประเทศไปครอง)
Image

(สนามนี้เป็นสนามที่ขลังมากเลยนะครับขอบอกอ่นะ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

มารู้จักกาก้ากันดีกว่า

ช่วยหน่อยนะครับทนดูหน่อยเพราะจะได้รู้้จักกาก้าแล้วคับ(ผมล่ะชอบมาก)



ริคาร์โด้ กาก้า
นักฟุตบอล


ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม :
ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้
วันเกิด :
22 เมษายน, 1982 อายุ 24 ปี
สถานที่เกิด :
บราซิเลีย , บราซิล
ส่วนสูง :
186 ซม. ( 6ฟุต 1 นิ้ว )
ฉายา :
กาก้า, ริคกี้
ตำแหน่ง :
กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน :
เอซี มิลาน
หมายเลข :
22
ทีมชาติ
ปี
สโมสร
ลงเล่น (ประตู)
2002 - ปัจจุบัน
บราซิล
47 (17)
ประวัติการค้าแข้ง
ปี
สโมสร
ลงเล่น (ประตู)
2001 - 2003
เซาเปาโล
58 (23)
2003 - present
เอซี มิลาน
116 (36)
กว่าจะมาเป็น กาก้า

ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือที่รู้จักกันในนาม กาก้า เกิด มื่อวันที่ 22เมษายน ปี 1982ในกรุง บราซิเลีย ประเทศ บราซิล ปัจจุบันลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลและสโมสร เอซี มิลาน ในอิตาลี

กาก้า มีน้องชายอยู่ 1คนชื่อว่า โรดริโก้ อิฟราโน่ ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือ ดีกาโอ และ น้องชายของเขาก็หวังว่าจะได้เดินตามรอยเท้าของพี่เพื่อไปเล่นยัง เซเรีย อา

ชื่อ กาก้า นั้นเป็นสำเนียงแบบ โปรตุเกส ที่จะออกสำเนียงเน้นคำหลัง ตอนที่อยู่ในบราซิลนั้นจะมีคนเรียกเขาว่า ริคาร์โด้ มากกว่า อย่างไรก็ก็ตามชื่อ กาก้า นั้นได้มาจากน้องชายของเขาที่ไม่สามารถเรียกพี่ชายของเขาว่า ริคาร์โด้ ได้ในตอนเด็กๆ ทำให้ โรดริโก้ หันมาเรียก คาค่า (Caca) แทน และมาตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น กาก้า (Kaka)อย่างในปัจจุบัน


ในเดือนกันยายน ปี 2000เมื่อ กาก้าอายุได้ 18ปีเขาก็ต้องเกือบที่จะต้องหยุดอนาคตการค้าแข้งลง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ และมีอาการกระดูกสันหลังร้าว จนทำให้เกือบเป็นอัมพาต แต่หลังจากนั้น1ปี กาก้า ก็ฟิตเต็มที่และกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ในเกมสำรองของทีม โดยโค้ชส่งเขาลงเล่นเป็นตัวสำรองในช่วง 14นาทีสุดท้าย ในเกม ทอร์เนโร่ ริโอ นัดชิงชนะเลิศ ที่ทีมต้นสังกัด เซาเปาโล ตามหลังคู่แข่งอยู่ 1ประตู และจากการตัดสินใจของโค้ช เซาเปาโล ที่ส่ง กาก้า ลงสนามนั้น คอมเมนเตเตอร์ที่บรรยายเกมอยู่ถึงกับพูดออกมาว่า โค้ช เซาเปาโล นั้นต้องบ้าแน่ๆ แต่หลังจากนั้น 2นาที กาก้า ก็จัดการปิดปากผู้บรรยายรายนี้ด้วยการยิง 2ประตูช่วยให้ทีมพลิกมาคว้าชัยได้อย่างเหลือเชื่อ . กาก้า ให้เหตุผลการกลับมาในครั้งนี้ว่า เป็นผลมาจากการที่เขาเข้าโบถส์บ่อย จนได้รับของขวัญจากพระเจ้า



ประวัติส่วนตัว

กาก้า แต่งงานกับ คาโรลีน เซลิโก้ ณ โบถศ์คริสต์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 23ธันวาคมปี 2005,2ปีหลังจากที่ กาก้า ย้ายจาก เซาเปาโล มาเล่นให้กับ เอซี มิลาน . คาโรลีน นั้นเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1987ที่โรซานเกล่า ลีร่า เธอทำงานอยู่กับสินค้า แบรนด์ดังอย่าง คริสเตียน ดิออร์ ในบราซิล ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารกิจการด้วย โดยหล่อนนั้นตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนให้จบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยในเมือง มิลานด้วย

ทั้งคู่พบกันเมื่อปี 2001ซึ่งขณะนั้น คาโรลีน เป็นนักศึกษาอยู่และ กาก้า นั้นยังเล่นฟุตบอลให้กับ เซา เปาโล อยู่ ในงานแต่งงานของทั้งคู่มีแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมงานกว่า 600คนและบรรดาแขกนั้นมีนักเตะเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง คาฟู ,โรนัลโด้ ,อาเดรียโน่ ,ดิด้า ,ชูลิโอ บาปติสต้า และยังมี อดีตโค้ชทีมชาติอย่าง คาร์ลอส อัลเบอร์โต้ ปาร์ไรร่า มาร่วมงานด้วย

กาก้า นั้นถือว่าเป็นคริสเตียนที่เคร่ง ศาสนามากคนหนึ่งเลยทีเดียว ในเวลาที่เล่นกีฬาเขามักจะสวมเสื้อที่มีสกรีนคำว่า I Belong to Jesus (สาวกของพระเจ้า)อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งเมื่อพาบราซิลคว้าแชมป์โลกปี 2002หรือตอนที่ได้แชมป์ลีก กับ มิลานเมื่อปี2004 และเช่นเดียวกันที่สตั๊ดของเขาก็จะมีคำนี้เขียนอยู่ตรงลิ้นรองเท้าด้วย .และทุกครั้งที่เขาทำประตูได้ก็จะชี้นิ้งขั้นไปบนฟ้าเป็นสัญลักษณ์ว่า"ขอบคุณพระเจ้า"เสมอ

สถิติการลงเล่น

ประวัติการค้าแข้ง ระดับสโมสร

กาก้า ลงเล่นเปิดตัวกับ เซา เปาโล ครั้งแรกเมื่อปี 2001เมื่ออายุได้ 18ปีและในฤดูกาลแรกเขาก็ยังไป 12ลูกจาก 27เกมที่ลงเล่น และ 10ประตู จาก22เกมในซีซั่นถัดมา ซึ่งในขณะที่เขาอายุ 17นั้นทางต้นสังกัด เซา เปาโล เกือบที่จะขาย กาก้า ไปให้กับ กาซิอันเทปสปอร์ ทีมในดิวิชั่น 1ตุรกี แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะ นูรัลลาห์ ซาแกลม กุนซือทีม กาซิอันเทปสปอร์ ขณะนั้น และทางบอร์ดบริหารของทีมนั้นปฏิเสธที่จะจ่ายเงินจำนวน 1.5ล้านเหรียญ ยูเอส (ประมาณ 60ล้านบาท)ให้กับ เซา เปาโล ซึ่งหลังจากที่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ เซา เปาโล ฟอร์มของเขาก็เริ่มไปเตะตาบรรดาทีมใหญ่ในยุโรป

กาก้า ย้ายสู่ เอซี มิลานเมื่อปี 2003ด้วยค่าตัว 8.5ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 340ล้านบาท) ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ประธานสโมสรมิลานบรรยายถึงนักเตะรายนี้ว่า "เขาเล่นฟุตบอลเหมือนมีตาหลัง" และเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น กาก้า ก็มาอยู่ในทีมชุดใหญ่ได้เลย และหลังจากนั้นเขากได้ลงลเนเกม เซเรีย อา นัดแรกซึ่งเป็นที่ทีมออกไปเยือน อันคอน่า และ มิลาน ก็คว้าชัยไปได้ 2-0.และเขายิงไป 10ประตูจาก 30เกมที่ลงเล่นในซีซั่นนั้น ซึ่งต้นสังกัดก็คว้าสคูเด็ดโต้ และ ถ้วย ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ คัพได้ด้วย

กาก้า เป็นหนึ่งใน 5แผงมิดฟิลด์ของมิลาน ในฤดูกาล 2004-2005 และบ่อยครั้งที่ต้องขึ้นไปเล่นเป็นหน้าต่ำเพื่อสนับสนุน อังเดร เชฟเชนโก้ หัวหอกของทีมในเวลานั้น .และฤดูกาลที่สองของเขานั้นก็จบลงที่การยิงไป 7ลูกจาก 36เกมที่ลงเล่นและมีถ้วย อิตาเลียน ซุปเปอร์ คัพ ติดมือมาด้วย .โดยในลีก มิลาน จบอันดับที่ 2ตามหลัง ยูเวนตุส ทีมแชมป์และต้องพลาดการคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างน่าเสียดายเมื่อแพ้จุดโทษต่อ ลิเวอร์พูลไปในรอบชิงชนะเลิศ .แต่ กาก้า ก็ได้รับเลือกให้เป็นกองกลางยอดเยี่ยมประจำทัวนาเมนต์ปีนั้น และในการประกาศผู้ได้รับรางวัล ลูกบอลของคำ ปีเดียวกัน กาก้านั้นได้รับการโหวต ทั้งหมด 19คะแนนและรั้งอยู่ในอันดับที่ 9

หนึ่งในประตูที่ กาก้า ทำได้ในชุดมิลานนั้นมีอยูประตูหนึ่งในนัดที่พบกับ เฟเนบาร์เช่ ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2005/06 ที่ทีมรอสโซเนโร่ พิชิตทีมแดนไก่งวงไปได้ 3-1.ประตูที่เกิดขึ้นนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า โดย กาก้า ลากบอลจากแดนกลางผ่านผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามถึง 3รายก่อนที่จะหลุดเข้าเขตโทษไปยิงผ่านผู้รักษาประตู โวลคาน เดมิเรล เข้าไป .และใน วันที่ 9เมษายน 2006 กาก้า ก็ซัดแฮตทริกแรกในการเล่นให้ มิลาน ได้สำเร็จในการพบกับ เวโรน่า โดยทั้ง 3ลูกมาจากการยิงในครึ่งหลังทั้งหมด

ในปี 2006นี้ รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่จากสเปนแสดงความสนใจที่จะคว้าตัว กาก้า ไปร่วมทัพ แต่ทาง มิลาน ก็ปฏิเสธกลับไป โดยการจับดาวเตะวัย 24ปีรายนี้เซ็นสัญญาใหม่ที่จะทำให้เจ้าตัวอยู่กับทีมไปจนกระทั้งปี 2011 ต่อมา ในวันที่ 1พฤศจิกายน ปีเดียวกัน กาก้า ก็จัดการทำแฮตทริกที่สองให้กับตัวเองในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อันเดอร์เลช ที่ทีมจาก อิตาลี เอาชนะไปได้ 4-1 และเป็นแฮตทริกแรกในบอลยุโรปของ ดาวเตะรูปหล่อรายนี้ด้วย

กาก้า ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2006จากบรรดาสื่อมวลชน โดยมีการทำโพลของ"โอ โกลโบ"นิตยสารในบราซิล ในหัวข้อที่ว่า"ใครคือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก"ซึ่งจากผลสำรวจปรากฏว่า กาก้า ได้รับการโหวตถึง 81.5เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่2นั้นเป็น โรนัลดินโญ่ ทีได้ 11เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมี กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของอิตาลี ที่ตั้งหัวข้อสำรวจเดียวกัน และ กาก้า ก็ติดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นยอดเยี่ยมที่ได้รับการโหวตเหมือนเดิม

และหลังจากนั้น คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของ มิลาน ก็ออกมายกย่องลูกทีมของตนเองว่า กาก้านั้นเป็นผู้เล่นที่สมควรจะได้รางวัลฟุตบอลทองคำในปี 2006มากที่สุด

ระดับชาติ

กาก้าลงลเนเกมแรกให้ทีมชาติในเกมที่พบกับ โบลิเวีย ในเดือนมกราคมปี 2002และเขาก็ยังมีชื่อติดอยู่ในทีมชุดฟุตบอลโลกปี 2002ด้วย แต่กาก้าได้ลงเล่นเพียงแค่ 19นาทีเท่านั้นในเกมรอบแรกที่พบกับ คอสตาริก้า .ในปี 2003กาก้า เป็นกัปตันให้ทีมชาติลงทำศึก โกลคัพ ที่ สหรัฐ และ เม็กซิโก ร่วมกันจัดขึ้น โดยทัวนาเมนต์นั้นบราซิลได้อันดับที่ 2และ กาก้าก็ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับ โคลัมเบีย ด้วย

หลังจากนั้นในปี 2005 ศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ กาก้า ก็เป็นคนยิงปรตูในรอบชิงชนะเลิศให้ทีมคว้าชัยเหนือ อาร์เจนติน่า ไปได้ (ในระหว่างการฉลองแชมป์อยู่ กาก้า และ เพื่อนร่วมทีมหลายคน ได้ชูเสื้อทีเชิ้ตที่มีข้อความเขียนว่า "Jesus Loves You"หรือ "พระเจ้ารักคุณ"ในภาษาที่ต่างกันไปด้วย)

กาก้า ได้รับอันดับที่ 10จากการโหวตผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟีฟ่าประจำปี 2004(FIFA World Player of the Year award 2004 หรือ ฟีฟ่า เวิล์ด เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ด 2004) และในปี 2005กาก้า ได้รับการโหวตให้เป็นที่ 2หลังจากที่พาบราซิลผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006ได้สำเร็จ .กาก้า กลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์ขึ้นและได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของบราซิลเลยทีเดียว.

กาก้า ยิงประตูแรกให้บราซิลในฟุตบอลโลกปี2006 ในเกมที่พบกับ โครเอเชีย ในรอบแรกเมื่อวันที่ 13 มิถนายน 2006 .และในวันที่ 3 กันยายน 2006 กาก้า ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง อาร์เจนติน่า หลังจากที่จ่ายให้ เอลาโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติคนใหม่ยิงไปก่อนหน้านั้น1ลูก .และเมื่อกลางเดือน พฤศจิกายน 2006 กาก้าได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมชาติอีกครั้ง ในนัดกระชับมิตรที่บราซิลพบกับ สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งนัดนั้นบราซิลไม่มีกัปตันทีมตัวจริงอย่าง ลูซิโอ ลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ

ฟุตบอลโลก 2006

เกมแรกของบราซิลในกลุ่ม เอฟ ,กาก้า ก็สามารถเบิดสกอร์แรกให้ทีมได้ทันทีในนาทีที่ 44จากเกมที่พบกับ โครเอเชีย ซึ่ง กองกลางรายนี้ ยิงจากนอกกรอบประมาณ 25เมตร และลูกนี้ก็เป็นประตูชัยให้ทีมด้วย .บรรดาสื่อต่างๆพากันยกย่อง กาก้า ว่าเป็น 1ใน5สิ่งมหัศจรรย์ของเกมลูกหนังร่วมกับ อาเดรียโน่ ,โรนัลโด้ ,โรนัลดิลโญ่ และ โรบินโญ่ และ ในเกมรอบต่อมากับ กาน่า เจ้าตัวเป็นคนจ่ายให้ โรนัลโด้หลุดเข้าไปทำประตูให้ทีม และถือเป็นการยิงทำลายสถิติสูงสุดของตลอดกาล แกร็ด มุลเลอร์ ลงด้วย .แต่มาในนัดที่พบกับ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เจ้าตัวและเพื่อนร่วมทีมต่างไม่สามารถรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ทำให้ต้องจบปี 2006ด้วยมือเปล่า


เกร็ดที่น่าสนใจ

- กาก้า มีเชื่อสายโปรตุเกสด้วย
- กาก้า เคยเป็นสมาชิกประจำองค์การกีฬาของศาสนา คริสต์
- ในเดือน พฤศจิกายน 2004 กาก้า ได้รับเลือกให้เป็นฑูต ในการต่อต้านความอดอยาก ของ สหประชาติ ซึ่งเขานับเป็นฑูตที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น
- กาก้า เป็นคนที่ชอบฟังบทสวดของศาสนาคริสต์มาก
- นอกจากนี้เขายังชอบศึกษาคัมภีร์ ไบเบิ้ล ด้วย
- เวลาว่างของเขามักจะเข้าโบถส์ อ่านคัมภีร์ พร้อมกับครอบครัวและน้องชายของเขา ดีเกา
- ที่ลิ้นของสตั๊ด กาก้านั้นมีปักคำว่า "I belong to Jesus"(สาวกของพระเจ้า) และ "God is faithful" (พระเจ้าคือความซื่อสัตย์) อยู่ด้วย
- อาเดรียโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติของกาก้า ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับ กาก้า ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง
- มีหลายครั้งที่ผู้คนมักเรียกเขาว่า "นิวเปเล่"หรือ"เปเล่ขาว"
- เปเล่ เคยออกว่าบอกว่า กาก้า นั้นมีเทคนิคการเล่นแบบ บราซิล ขนานแท้ ผสมกับ ความแข็งแกร่งของร่างกายตาม สไตล์ฟุตบอลยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ กาก้า นั้นประสบความสำเร็จที่ อิตาลี
- วันที่ 12กุมภาพันธ์ ปี 2007กาก้า จะได้รับสิทธิให้เป็นพลเมืองของ อิตาลี อย่างเป็นทางการ


เกียรติประวัติ ระดับสโมสร

ทอร์นีโอ ริโอ : ปี 2001
ซุปเปอร์ คัมปิโอนาโต เปาลิสต้า : ปี 2002
ยูโรเปี้ยน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2003
เซเรีย อา : ปี 2004
อิตาเลียน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2004
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004-05 : รองแชมป์

เกียรติประวัติ ระดับชาติ

ฟีฟ่า เวิล์ด คัพ : ปี 2002
คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ :ปี 2005

เกียรติยศส่วนตัว

Bola de Ouro(โบลา เดอ โออูโร่ )โกลเด้น บอล :นักเตะยอดเยี่ยมลีกบราซิล ปี 2002

UEFA Club Football Awards ยูฟ่า อวอร์ด ปี 2004-05 : กองกลางยอดเยี่ยมประจำปี



ข้อมูลอาจเก่าไปหน่อยนะเรื่องเเชมป์ยูฟ่าอ่ะ
(จัดทำโดย ดนและจี้ที่อุตส่าห์นั่งเป็นเพื่อน)

เรื่องของผู้จัดทำ


ผมชื่อดนฤทธิ์ ชำนาญชลครับ หรือเรียกสั้นๆว่า ดน ครับ

วันที่เกิด : เกิดวันที่ 14 มีนาคม 2535
นิสัยส่วนตัว : ก็เป็นคนเรื่อยๆครับอะไรก้อได้ทั้งนั้นไม่เครียดกับชีวิต
งานอดิเรก :เตะบอล ดูหนังฟังเพลงเรื่อยเปื่อย อ่านการ์ตูน(หนังสือเรียนไม่ใช่ประเด็นอ่า)และสุดท้ายคือนอน
ความใฝ่ฝัน : ก้อไม่ค่อยมีฟามฝันกะเค้าหรอกนะแต่ก้ออยากมีความสุขอ่ะแค่นี้แหละ
คติประจำใจ : ถ้าไม่เริ่มก้อจะไม่รู้จักกับคำว่าความสำเร็จ
สิ่งที่ชอบ(ความคลั่งใคล้) : ก้อฟุตบอลครับ เรื่องนี้น่ะต้องคุยกันอีกยาวเรียกว่าบ้าบอลเลยก้อได้
ศิลปินในดวงใจ : บอดีแสลม บิ๊กแอสและลาบานูน
อีเมล : donn-_-11@hotmail.com (มีไรก้อแอดมานะครับ)

เรื่องอื่นๆ(ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องไรมากมายนักอ่า)
ก้อมาทำความรู้จักกันนะครับก่อนอื่นคงรู้จักผมดีกันแล้วนะครับ หวังว่าคงรับได้กับบล็อกที่ไม่ค่อยจะดีบล็อกนี้นะครับ มันอาจจะเป็นบล็อกที่เพิ่งถูกสร้างแต่ผมก็จะพยามนะครับที่จะพัฒนากันต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ก็ขอให้ทนๆกันหน่อยละกันนะครับ หากมีไรติชมก็ไประบายได้ที่อีเมลนะครับแล้วผมจะปรับปรุงตามคำขอร้องครับ (ขอแสดงตนเองก่อนว่าผมทำล็อกไม่ค่อยเป็นนะครับ)