วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

อำลาม.จงรัก

และนี่ก้อเป็นภาพบรรยากาศวันอำลาแด่ม.จงรักของเราคับ บรรยากาศที่น่าจะเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แต่กลับเป็น บรรยยากาศที่สนุกสนานเฮฮามากครับ
แต่สุดท้ายทุกคนก้อต้องจากม.จงรักไป(น้ำ้ำเน่าจริงๆ)






ในที่สุดม.จงของเราก็ไม่สามารถส่ง
เราจนจบม.3 เฮ้อเรื่องมันเศร้าอ่านะ
แต่ไงก้อขอแสดงความยินดีกะม.จง
ด้วยงับที่สามารถสอบติดเป็นครูของรัฐบาล
จนได้ 55+ผมก้อขอให้ม.จงรักไปดีนะคับ
ยังไงเดี๋ยวเราก้อต้องได้เจอกันอยู่ดีนิ5+
รักม.จงเสมอนะ ถึงแม้ว่่าม.จงจะดุไปหน่อยก้อตาม
พูดถึงเรื่องความดุของม.จงรัก
มันก้อมีอยู่หลายครั้ง555+
ผมจึงขอยกตัวอย่างมาบางเรื่องนะครับ
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อตอนผมอยู่ม.1อ่านะเมื่อก่อนนั้นอ่าไม่รู้เป็นไง ทุกคน
มันต้องหอบเอาแฟ้มมากันทุกคนเลย (จนบัดนี้ผมก้อยังไม่รุว่ามันเป็นแฟชั่นหรือ
ว่ามันเป็นอะไรกันแน่55+) แล้ในแฟ้มของทุกคนก้อจะเอาอะไรใส่ไปนักก้อไม่รุ
อย่างของที่ไม่น่าเอาไปไส่ในแฟ้มก้อเอาไปใส่เช่นหนังสือการ์ตูน กาว กรรไกร
และบางครั้งก้อใส่พวงมาลัยไปด้วยก้อมีนะ55+ จนในมี่สุดแฟ้มของทุกคนก้อมี
น้ำหนักขึ้นมามาก โดยส่วนมากเวลาเรียนนั้นเราก้อจะวางเฟ้มไว้ตรงใต้โต๊ะ(ตรง
ขอโต๊ะข้างล่างอ่านะ) พอวางไว้ใต้โต๊ะ ด้วยความที่มันหนักก็ทำให้แฟ้มล้มบ่อยๆ
และแต่ละครั้งที่ล้มก็ไม่ได้เบาเสียงยังกะระเบิดในอิรัก(ตู๊มมมม) และแล้วในวันหนึ่ง
ก้อเป็นคาบการเรียนการสอนของม.จงรัก พอม.จงเข้ามาเราก้อทำความเคารพกันอย่างปกต
ิ(สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ) แล้วม.ก้อพูดไรเรื่อยเปื่อยตามปกติเหมือนเดิม พูดไปแฟ้มก้อล้มไป(ตู๊มมมๆๆ)
ก้อล้มอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ทำให้ม.จงรักแกฟิวขาด55+ เค้าก้อบอกว่า นี่ตั้งให้มันดีๆหน่ยซิ
(ด้วยน้ามเสียงดุดันเช่นเดิม) พอพูดไม่ทันขาดคำ แฟ้มใครก้อไม่รุ ล้มลงมาอีกคราวนี้
เสียงดังมาก ม.จงรักแกก้อหน้าเสียเลยยืนอึ้งไปซักพักแล้วก้อบอกว่าอย่าให้มีอีกนะ(ตอนนี้
คิ้วของม.จงรักเริ่มขมวดแล้วแสดงว่าเริ่มโกรธ) พอพูดไม่ทันขาดคำ(อีกแล้ว)แฟ้มปามาณ
5-6 อันก้อพร้อมใจกันล้ม(ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม) ม.จงก้อเริ่มโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา
แล้วก้อเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว(เสียงดังมาก) พอพูดจบป๊าบแฟ้มทั้งห้องก้อพร้อม
ใจกัันล้มลง เสียงดังสนั่น 55+ ม.จงก้อเริ่มซึม พวกเราก้อเริ่มกลั้นอารมขำกันไม่อยู่
ขำกันทั้งห้องกันเลยทีเดียว55555555555555555555555555555+กร๊ากกก
ป.ล.รูปข้างบนไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกะเรื่องนี้เลย แต่รูปนี่เค้ามีชื่อว่า คาลออันเชลร๊อตติ
เป็นโคชของทีมมิลานอ่าเห็นหน้าพี่แกเครียดเหมือนม.จงรักก้อเลยเอามาอ่านะ

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

55+เรื่องของฟามรักน่ะ


มีเวบดีดีมาฝากคับคืองี้ผมลองเข้าเว็บไทยมิลานดอทเนท
เช่นเดิม ผมก้อเจอพี่ๆเค้าบอกว่าเวบนี้อาดูดวงเเม่นมากๆ
ผมก้อเลยเอามาฝากอ่านะ555555555555555555555+
http://www.loveanalyst.com/14937.love

อิอิ..ได้เป็นประธานสภานักเรียนแย้วหละ


555+ วันนี้ก้อมีการเลือกตั้งกันอ้่านะ ตอนลงคะแนนอ่าไม่ค่อยเท่าไหร่ร้อกแต่พอตอนนับคะแนนอ่าดิ
ทำให้ตอนแรกๆเราไม่กล้าไปดูการนับคะแนนเลยทีเดียว
(ทั้งๆที่ลงสมัคีด้วยอ่านะ..อิอิ) จนม.สุพจน์(ม.ตุ่น)
ต้องไปตามให้เราไปดูการนับคะแนนเพราะว่าตอนนี้กำลังสูสีดู๋ดี๋อยู่ พอม.พจน์แกมาตามเราก้ออยากรู้อยู่
พอดี ก้อเลยชวนเพื่อนไปน่ะ(ก้อมีไอ้ ย้ง ไอ้ทศ ไอ้ดะ ไอ้บูม ไ้อคลิมแล้วครัยอีกน้ากก้อไม่รุ มีกีตาร์ไปอีก2ตัว)
พอไปถึงที่เค้านับคะแนนกันเราก้อเหลือบตาไปดูกระดานที่เค้าเขียน
คะเเนนผลปรากฏว่าคะแนนของเรา(เบอร์3)
ตามไอ้จืด(ไอ้พี เบอร์7)อยู่มากเยยเราก้อรู้สึกไม่ค่อยดีด้วยความงี่เง่าหรือของขึ้นหรืออาไร
ซักอยางนี่แหละเราก้อเลยตงใจเชียร์กันเต็มที่ คะแนนนก้อสูสีดู๋ดี๋กันมานานนมั้ต่างคนก้อต่างเชียร์กันอย่างหนุกหนาน ต่างคนต่างก้อเชียร์หนุกมาก ไอ้จืดก้อคอยกวนตีนอยู่เรื่อยอิอิ เราก้อเลยกวนตีนกลับไป ก้อหนุกดี พอตอนหลังๆก้อเกิดปาฏิหารที่ทุกคนรอคอย5555+ คะแนนของเรา ก้อนำไอ้จืดอยู่เล็กน้อย 555+ สะใจม๊ากมากเมื่อได้เห็นไอ้จืดมันหงอยแดกอิอิ และแล้วการนับคะแนนก้อสิ้นสุดคะเเนของไอ้จืดได้ 92คะแนน(มั้ง)ส่วนของเราก้อได้ 101(ได้ได้ไงเนี่ย555+) ตกลงเราก้อได้เป้นอ่านะ แต่ที่ตลกก้อคือมีอยู่เบอร์นึงไม่มีเลยซ้ากคะแนน(แม้แต่ตัวมันเองยังไม่เลือกเล้ยแล้วไคจะเลือกมัน555+)
ขำมาก5555+ พอดุการนับคะแนนจบก้อไปจับมือกะไอ้จืด มันก้อยังคงกวนตีนเหมือนเดิม 555+ก้อเฮฮาปาร์ตี้กันไป๊ ต่อมาก้อมีการปิดห้องฉลอง(555+ไม่ถึงขนาดน้านนน) และเรื่องราวในวันนี้ก้อจบลงด้วยดี(ตกลงเราได้ๆไงเนี่ยแล้วจะทำตัวไงดีฟระ555+งงชิบแต่สงสารไอ้ตี้มาก
กว่าไม่ค่อยได้หาเสียงเล้ยดันป่วยซะก่อง)

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

AC milan Fanclub

ในบทความนี้ก้อจาเป็นเรื่องของสโมสรเอซีมิลานคับ เรามารู้จักกันเลยดีกว่า

ก่อนอื่นขอเริ่มกันที่สนามครับ

ซาน ซิโร่

สร้างครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 1926 โดยผู้ที่ริเริ่มความคิดคือ ปิแอร์โร่ ปิเรลลี่ โดยเขาคิดจะมอบมันเป็นของขวัญให้กับสโมสร
ซาน ซิโร่ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 1 ปี โดยบรรจุผู้ชมได้10,000 ที่นั่ง

อีก10ปีต่อมาได้มีการปรับปรุงสนามซานซิโร่เพื่อให้รับแฟนบอลให้มาเข้าชมการแข่งขันมากขึ้นในปี 1939
โดยครั้งนี้ได้เพิ่มที่นั่งขึ้นเป็น 55,000 ที่นั่ง

ในปี 1986 ได้มีการปรับปรุงสนามซาน ซิโร่อีกครั้งหนึ่งเพื่อใช้เป็นสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลก
โดยคราวนี้มีการสร้างหลังคาที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส และหอคอยทางขึ้นอีก 11 ด้านเสียใหม่
รวมทั้งเพิ่มความจุที่นั่งจากเดิม5หมื่นกว่าที่นั่งไปเป็น 85,700 ที่นั่ง มีการคาดกันว่า ถ้าเอากันจริงๆ
สนามซาน ซิโร่ สามารถรับผู้ชมได้ถึง 150,000 แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย
สภาเมืองมิลานจึงได้ออกกฎห้ามมิให้มีผู้ชมเกินกว่า 100,000 คน
Image
Club History
เขียนโดย Administrator
Sunday, 03 June 2007

ประวัติสโมสร

ในวันที่ 16 ธันวาคม 1899 ชาวอังกฤษสามคนได้พูดคุยกันที่ห้องห้องหนึ่งในโรงแรมโฮเตล ดู นอร์
และเกิดความคิดที่จะสร้างสโมสรคริกเก็ตและฟุตบอลชื่อ Milan Football&Cricket Club
ตอนเริ่มตั้งใหม่ๆ คลับแห่งนี้เน้นไปที่คริกเก็ตมากกว่า แต่เมื่อข่าวค่อยๆแพร่ออกไปก็มีผู้คนให้การสนับสนุนฟุตบอลขึ้นเรื่อยๆ
โดยมีปิแอร์โร่ ปิเรลลี่ ทำหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการสโมสรเป็นคนแรก ( เขาเป็นต้นคิดที่จะสร้างสนามซาน ซิโร่เพื่อเป็นของขวัญกับทีม)

หลังจากเข้าไปขึ้นทะเบียนกับสหภาพฟุตบอลอิตาเลี่ยนแล้ว ทีมก็เข้าร่วมชิงชัยในฟุตบอล รวมทั้งเริ่มสร้างสนามเพื่อใช้ในการเป็นเจ้าบ้าน โดยทำการสร้างสนามที่บริเวณทร็อตเตอร์ หรือปัจจุบันคือ สถานีรถไฟกลางนั่นเอง

นัดเปิดสนามนัดแรกของสโมสรคือ การที่มิลานแข่งกับทีมเมดิโอลานุม ในวันที่ 11 มีนาคม ปี 1900 และมิลานเอาชนะไปได้ 3 -0 ผู้เล่น 11 คนแรกของสโมสรประกอบไปด้วย ฮูด ซิงนากี้ ทอร์เร็ตต้า ลีส์ คิลพิน วาเลริโอ ดูบินี่ เดวี่ส์ เนวิลล์ อัลลิสัน ฟอร์เมนติ โดยขณะนั้นคิลพิน เป็นทั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรและกัปตันทีมฟุตบอล ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีมในขณะนั้น แต่ทว่าการแข่งขันอย่างเป็นทางการจริงๆที่มิลานพบกับโตริโน่ ในวันที่ 15 เมษายน มิลานกลับพ่ายไป 3 ประตูต่อ 0

ในช่วงยุคแรกๆ จะมีการเก็บค่าสมาชิก โดยถ้าเป็นบุคคลทั่วไปก็เสียค่าสมาชิก 20 ลีร์ ถ้าเป็นนักเรียนก็เสีย 10 ลีร์ ถ้าผู้เล่นคนใดลืมจ่ายก็จะถูกห้ามฝึกซ้อม มิลานได้แชมป์ประเทศ( เซเรีย อา) ครั้งแรกในปี 1901 หลังจากเปิดสโมสรได้เพียง2ปีเท่านั้น หลังจากนั้น มิลานก็ได้แชมป์ติดต่อกัน2ครั้งในปี 1906&1907
( ระบบการหาแชมป์ต่างไปจากปัจจุบัน โดยในอดีตจะนำผู้ชนะในลีกแคว้นต่างๆมาเล่นplayoffกัน ทีมใดชนะก็จะได้แชมป์ของประเทศไปครอง)
Image

(สนามนี้เป็นสนามที่ขลังมากเลยนะครับขอบอกอ่นะ)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

มารู้จักกาก้ากันดีกว่า

ช่วยหน่อยนะครับทนดูหน่อยเพราะจะได้รู้้จักกาก้าแล้วคับ(ผมล่ะชอบมาก)



ริคาร์โด้ กาก้า
นักฟุตบอล


ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม :
ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้
วันเกิด :
22 เมษายน, 1982 อายุ 24 ปี
สถานที่เกิด :
บราซิเลีย , บราซิล
ส่วนสูง :
186 ซม. ( 6ฟุต 1 นิ้ว )
ฉายา :
กาก้า, ริคกี้
ตำแหน่ง :
กองกลางตัวรุก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน :
เอซี มิลาน
หมายเลข :
22
ทีมชาติ
ปี
สโมสร
ลงเล่น (ประตู)
2002 - ปัจจุบัน
บราซิล
47 (17)
ประวัติการค้าแข้ง
ปี
สโมสร
ลงเล่น (ประตู)
2001 - 2003
เซาเปาโล
58 (23)
2003 - present
เอซี มิลาน
116 (36)
กว่าจะมาเป็น กาก้า

ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือที่รู้จักกันในนาม กาก้า เกิด มื่อวันที่ 22เมษายน ปี 1982ในกรุง บราซิเลีย ประเทศ บราซิล ปัจจุบันลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลและสโมสร เอซี มิลาน ในอิตาลี

กาก้า มีน้องชายอยู่ 1คนชื่อว่า โรดริโก้ อิฟราโน่ ดอส ซานโตส ไลเต้ หรือ ดีกาโอ และ น้องชายของเขาก็หวังว่าจะได้เดินตามรอยเท้าของพี่เพื่อไปเล่นยัง เซเรีย อา

ชื่อ กาก้า นั้นเป็นสำเนียงแบบ โปรตุเกส ที่จะออกสำเนียงเน้นคำหลัง ตอนที่อยู่ในบราซิลนั้นจะมีคนเรียกเขาว่า ริคาร์โด้ มากกว่า อย่างไรก็ก็ตามชื่อ กาก้า นั้นได้มาจากน้องชายของเขาที่ไม่สามารถเรียกพี่ชายของเขาว่า ริคาร์โด้ ได้ในตอนเด็กๆ ทำให้ โรดริโก้ หันมาเรียก คาค่า (Caca) แทน และมาตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น กาก้า (Kaka)อย่างในปัจจุบัน


ในเดือนกันยายน ปี 2000เมื่อ กาก้าอายุได้ 18ปีเขาก็ต้องเกือบที่จะต้องหยุดอนาคตการค้าแข้งลง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ และมีอาการกระดูกสันหลังร้าว จนทำให้เกือบเป็นอัมพาต แต่หลังจากนั้น1ปี กาก้า ก็ฟิตเต็มที่และกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ในเกมสำรองของทีม โดยโค้ชส่งเขาลงเล่นเป็นตัวสำรองในช่วง 14นาทีสุดท้าย ในเกม ทอร์เนโร่ ริโอ นัดชิงชนะเลิศ ที่ทีมต้นสังกัด เซาเปาโล ตามหลังคู่แข่งอยู่ 1ประตู และจากการตัดสินใจของโค้ช เซาเปาโล ที่ส่ง กาก้า ลงสนามนั้น คอมเมนเตเตอร์ที่บรรยายเกมอยู่ถึงกับพูดออกมาว่า โค้ช เซาเปาโล นั้นต้องบ้าแน่ๆ แต่หลังจากนั้น 2นาที กาก้า ก็จัดการปิดปากผู้บรรยายรายนี้ด้วยการยิง 2ประตูช่วยให้ทีมพลิกมาคว้าชัยได้อย่างเหลือเชื่อ . กาก้า ให้เหตุผลการกลับมาในครั้งนี้ว่า เป็นผลมาจากการที่เขาเข้าโบถส์บ่อย จนได้รับของขวัญจากพระเจ้า



ประวัติส่วนตัว

กาก้า แต่งงานกับ คาโรลีน เซลิโก้ ณ โบถศ์คริสต์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 23ธันวาคมปี 2005,2ปีหลังจากที่ กาก้า ย้ายจาก เซาเปาโล มาเล่นให้กับ เอซี มิลาน . คาโรลีน นั้นเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1987ที่โรซานเกล่า ลีร่า เธอทำงานอยู่กับสินค้า แบรนด์ดังอย่าง คริสเตียน ดิออร์ ในบราซิล ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารกิจการด้วย โดยหล่อนนั้นตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนให้จบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยในเมือง มิลานด้วย

ทั้งคู่พบกันเมื่อปี 2001ซึ่งขณะนั้น คาโรลีน เป็นนักศึกษาอยู่และ กาก้า นั้นยังเล่นฟุตบอลให้กับ เซา เปาโล อยู่ ในงานแต่งงานของทั้งคู่มีแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมงานกว่า 600คนและบรรดาแขกนั้นมีนักเตะเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง คาฟู ,โรนัลโด้ ,อาเดรียโน่ ,ดิด้า ,ชูลิโอ บาปติสต้า และยังมี อดีตโค้ชทีมชาติอย่าง คาร์ลอส อัลเบอร์โต้ ปาร์ไรร่า มาร่วมงานด้วย

กาก้า นั้นถือว่าเป็นคริสเตียนที่เคร่ง ศาสนามากคนหนึ่งเลยทีเดียว ในเวลาที่เล่นกีฬาเขามักจะสวมเสื้อที่มีสกรีนคำว่า I Belong to Jesus (สาวกของพระเจ้า)อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งเมื่อพาบราซิลคว้าแชมป์โลกปี 2002หรือตอนที่ได้แชมป์ลีก กับ มิลานเมื่อปี2004 และเช่นเดียวกันที่สตั๊ดของเขาก็จะมีคำนี้เขียนอยู่ตรงลิ้นรองเท้าด้วย .และทุกครั้งที่เขาทำประตูได้ก็จะชี้นิ้งขั้นไปบนฟ้าเป็นสัญลักษณ์ว่า"ขอบคุณพระเจ้า"เสมอ

สถิติการลงเล่น

ประวัติการค้าแข้ง ระดับสโมสร

กาก้า ลงเล่นเปิดตัวกับ เซา เปาโล ครั้งแรกเมื่อปี 2001เมื่ออายุได้ 18ปีและในฤดูกาลแรกเขาก็ยังไป 12ลูกจาก 27เกมที่ลงเล่น และ 10ประตู จาก22เกมในซีซั่นถัดมา ซึ่งในขณะที่เขาอายุ 17นั้นทางต้นสังกัด เซา เปาโล เกือบที่จะขาย กาก้า ไปให้กับ กาซิอันเทปสปอร์ ทีมในดิวิชั่น 1ตุรกี แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะ นูรัลลาห์ ซาแกลม กุนซือทีม กาซิอันเทปสปอร์ ขณะนั้น และทางบอร์ดบริหารของทีมนั้นปฏิเสธที่จะจ่ายเงินจำนวน 1.5ล้านเหรียญ ยูเอส (ประมาณ 60ล้านบาท)ให้กับ เซา เปาโล ซึ่งหลังจากที่ได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ เซา เปาโล ฟอร์มของเขาก็เริ่มไปเตะตาบรรดาทีมใหญ่ในยุโรป

กาก้า ย้ายสู่ เอซี มิลานเมื่อปี 2003ด้วยค่าตัว 8.5ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 340ล้านบาท) ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ประธานสโมสรมิลานบรรยายถึงนักเตะรายนี้ว่า "เขาเล่นฟุตบอลเหมือนมีตาหลัง" และเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น กาก้า ก็มาอยู่ในทีมชุดใหญ่ได้เลย และหลังจากนั้นเขากได้ลงลเนเกม เซเรีย อา นัดแรกซึ่งเป็นที่ทีมออกไปเยือน อันคอน่า และ มิลาน ก็คว้าชัยไปได้ 2-0.และเขายิงไป 10ประตูจาก 30เกมที่ลงเล่นในซีซั่นนั้น ซึ่งต้นสังกัดก็คว้าสคูเด็ดโต้ และ ถ้วย ยูโรเปี้ยน ซุปเปอร์ คัพได้ด้วย

กาก้า เป็นหนึ่งใน 5แผงมิดฟิลด์ของมิลาน ในฤดูกาล 2004-2005 และบ่อยครั้งที่ต้องขึ้นไปเล่นเป็นหน้าต่ำเพื่อสนับสนุน อังเดร เชฟเชนโก้ หัวหอกของทีมในเวลานั้น .และฤดูกาลที่สองของเขานั้นก็จบลงที่การยิงไป 7ลูกจาก 36เกมที่ลงเล่นและมีถ้วย อิตาเลียน ซุปเปอร์ คัพ ติดมือมาด้วย .โดยในลีก มิลาน จบอันดับที่ 2ตามหลัง ยูเวนตุส ทีมแชมป์และต้องพลาดการคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างน่าเสียดายเมื่อแพ้จุดโทษต่อ ลิเวอร์พูลไปในรอบชิงชนะเลิศ .แต่ กาก้า ก็ได้รับเลือกให้เป็นกองกลางยอดเยี่ยมประจำทัวนาเมนต์ปีนั้น และในการประกาศผู้ได้รับรางวัล ลูกบอลของคำ ปีเดียวกัน กาก้านั้นได้รับการโหวต ทั้งหมด 19คะแนนและรั้งอยู่ในอันดับที่ 9

หนึ่งในประตูที่ กาก้า ทำได้ในชุดมิลานนั้นมีอยูประตูหนึ่งในนัดที่พบกับ เฟเนบาร์เช่ ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2005/06 ที่ทีมรอสโซเนโร่ พิชิตทีมแดนไก่งวงไปได้ 3-1.ประตูที่เกิดขึ้นนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า โดย กาก้า ลากบอลจากแดนกลางผ่านผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามถึง 3รายก่อนที่จะหลุดเข้าเขตโทษไปยิงผ่านผู้รักษาประตู โวลคาน เดมิเรล เข้าไป .และใน วันที่ 9เมษายน 2006 กาก้า ก็ซัดแฮตทริกแรกในการเล่นให้ มิลาน ได้สำเร็จในการพบกับ เวโรน่า โดยทั้ง 3ลูกมาจากการยิงในครึ่งหลังทั้งหมด

ในปี 2006นี้ รีล มาดริด ยักษ์ใหญ่จากสเปนแสดงความสนใจที่จะคว้าตัว กาก้า ไปร่วมทัพ แต่ทาง มิลาน ก็ปฏิเสธกลับไป โดยการจับดาวเตะวัย 24ปีรายนี้เซ็นสัญญาใหม่ที่จะทำให้เจ้าตัวอยู่กับทีมไปจนกระทั้งปี 2011 ต่อมา ในวันที่ 1พฤศจิกายน ปีเดียวกัน กาก้า ก็จัดการทำแฮตทริกที่สองให้กับตัวเองในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อันเดอร์เลช ที่ทีมจาก อิตาลี เอาชนะไปได้ 4-1 และเป็นแฮตทริกแรกในบอลยุโรปของ ดาวเตะรูปหล่อรายนี้ด้วย

กาก้า ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2006จากบรรดาสื่อมวลชน โดยมีการทำโพลของ"โอ โกลโบ"นิตยสารในบราซิล ในหัวข้อที่ว่า"ใครคือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก"ซึ่งจากผลสำรวจปรากฏว่า กาก้า ได้รับการโหวตถึง 81.5เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่2นั้นเป็น โรนัลดินโญ่ ทีได้ 11เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมี กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของอิตาลี ที่ตั้งหัวข้อสำรวจเดียวกัน และ กาก้า ก็ติดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นยอดเยี่ยมที่ได้รับการโหวตเหมือนเดิม

และหลังจากนั้น คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือของ มิลาน ก็ออกมายกย่องลูกทีมของตนเองว่า กาก้านั้นเป็นผู้เล่นที่สมควรจะได้รางวัลฟุตบอลทองคำในปี 2006มากที่สุด

ระดับชาติ

กาก้าลงลเนเกมแรกให้ทีมชาติในเกมที่พบกับ โบลิเวีย ในเดือนมกราคมปี 2002และเขาก็ยังมีชื่อติดอยู่ในทีมชุดฟุตบอลโลกปี 2002ด้วย แต่กาก้าได้ลงเล่นเพียงแค่ 19นาทีเท่านั้นในเกมรอบแรกที่พบกับ คอสตาริก้า .ในปี 2003กาก้า เป็นกัปตันให้ทีมชาติลงทำศึก โกลคัพ ที่ สหรัฐ และ เม็กซิโก ร่วมกันจัดขึ้น โดยทัวนาเมนต์นั้นบราซิลได้อันดับที่ 2และ กาก้าก็ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับ โคลัมเบีย ด้วย

หลังจากนั้นในปี 2005 ศึกคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ กาก้า ก็เป็นคนยิงปรตูในรอบชิงชนะเลิศให้ทีมคว้าชัยเหนือ อาร์เจนติน่า ไปได้ (ในระหว่างการฉลองแชมป์อยู่ กาก้า และ เพื่อนร่วมทีมหลายคน ได้ชูเสื้อทีเชิ้ตที่มีข้อความเขียนว่า "Jesus Loves You"หรือ "พระเจ้ารักคุณ"ในภาษาที่ต่างกันไปด้วย)

กาก้า ได้รับอันดับที่ 10จากการโหวตผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟีฟ่าประจำปี 2004(FIFA World Player of the Year award 2004 หรือ ฟีฟ่า เวิล์ด เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ด 2004) และในปี 2005กาก้า ได้รับการโหวตให้เป็นที่ 2หลังจากที่พาบราซิลผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006ได้สำเร็จ .กาก้า กลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์ขึ้นและได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของบราซิลเลยทีเดียว.

กาก้า ยิงประตูแรกให้บราซิลในฟุตบอลโลกปี2006 ในเกมที่พบกับ โครเอเชีย ในรอบแรกเมื่อวันที่ 13 มิถนายน 2006 .และในวันที่ 3 กันยายน 2006 กาก้า ยิงประตูสำคัญให้ทีมในนัดที่พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง อาร์เจนติน่า หลังจากที่จ่ายให้ เอลาโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติคนใหม่ยิงไปก่อนหน้านั้น1ลูก .และเมื่อกลางเดือน พฤศจิกายน 2006 กาก้าได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมชาติอีกครั้ง ในนัดกระชับมิตรที่บราซิลพบกับ สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งนัดนั้นบราซิลไม่มีกัปตันทีมตัวจริงอย่าง ลูซิโอ ลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ

ฟุตบอลโลก 2006

เกมแรกของบราซิลในกลุ่ม เอฟ ,กาก้า ก็สามารถเบิดสกอร์แรกให้ทีมได้ทันทีในนาทีที่ 44จากเกมที่พบกับ โครเอเชีย ซึ่ง กองกลางรายนี้ ยิงจากนอกกรอบประมาณ 25เมตร และลูกนี้ก็เป็นประตูชัยให้ทีมด้วย .บรรดาสื่อต่างๆพากันยกย่อง กาก้า ว่าเป็น 1ใน5สิ่งมหัศจรรย์ของเกมลูกหนังร่วมกับ อาเดรียโน่ ,โรนัลโด้ ,โรนัลดิลโญ่ และ โรบินโญ่ และ ในเกมรอบต่อมากับ กาน่า เจ้าตัวเป็นคนจ่ายให้ โรนัลโด้หลุดเข้าไปทำประตูให้ทีม และถือเป็นการยิงทำลายสถิติสูงสุดของตลอดกาล แกร็ด มุลเลอร์ ลงด้วย .แต่มาในนัดที่พบกับ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เจ้าตัวและเพื่อนร่วมทีมต่างไม่สามารถรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ทำให้ต้องจบปี 2006ด้วยมือเปล่า


เกร็ดที่น่าสนใจ

- กาก้า มีเชื่อสายโปรตุเกสด้วย
- กาก้า เคยเป็นสมาชิกประจำองค์การกีฬาของศาสนา คริสต์
- ในเดือน พฤศจิกายน 2004 กาก้า ได้รับเลือกให้เป็นฑูต ในการต่อต้านความอดอยาก ของ สหประชาติ ซึ่งเขานับเป็นฑูตที่อายุน้อยที่สุดในเวลานั้น
- กาก้า เป็นคนที่ชอบฟังบทสวดของศาสนาคริสต์มาก
- นอกจากนี้เขายังชอบศึกษาคัมภีร์ ไบเบิ้ล ด้วย
- เวลาว่างของเขามักจะเข้าโบถส์ อ่านคัมภีร์ พร้อมกับครอบครัวและน้องชายของเขา ดีเกา
- ที่ลิ้นของสตั๊ด กาก้านั้นมีปักคำว่า "I belong to Jesus"(สาวกของพระเจ้า) และ "God is faithful" (พระเจ้าคือความซื่อสัตย์) อยู่ด้วย
- อาเดรียโน่ เพื่อนร่วมทีมชาติของกาก้า ได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับ กาก้า ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง
- มีหลายครั้งที่ผู้คนมักเรียกเขาว่า "นิวเปเล่"หรือ"เปเล่ขาว"
- เปเล่ เคยออกว่าบอกว่า กาก้า นั้นมีเทคนิคการเล่นแบบ บราซิล ขนานแท้ ผสมกับ ความแข็งแกร่งของร่างกายตาม สไตล์ฟุตบอลยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ กาก้า นั้นประสบความสำเร็จที่ อิตาลี
- วันที่ 12กุมภาพันธ์ ปี 2007กาก้า จะได้รับสิทธิให้เป็นพลเมืองของ อิตาลี อย่างเป็นทางการ


เกียรติประวัติ ระดับสโมสร

ทอร์นีโอ ริโอ : ปี 2001
ซุปเปอร์ คัมปิโอนาโต เปาลิสต้า : ปี 2002
ยูโรเปี้ยน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2003
เซเรีย อา : ปี 2004
อิตาเลียน ซูปเปอร์ คัพ : ปี 2004
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004-05 : รองแชมป์

เกียรติประวัติ ระดับชาติ

ฟีฟ่า เวิล์ด คัพ : ปี 2002
คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ :ปี 2005

เกียรติยศส่วนตัว

Bola de Ouro(โบลา เดอ โออูโร่ )โกลเด้น บอล :นักเตะยอดเยี่ยมลีกบราซิล ปี 2002

UEFA Club Football Awards ยูฟ่า อวอร์ด ปี 2004-05 : กองกลางยอดเยี่ยมประจำปี



ข้อมูลอาจเก่าไปหน่อยนะเรื่องเเชมป์ยูฟ่าอ่ะ
(จัดทำโดย ดนและจี้ที่อุตส่าห์นั่งเป็นเพื่อน)

เรื่องของผู้จัดทำ


ผมชื่อดนฤทธิ์ ชำนาญชลครับ หรือเรียกสั้นๆว่า ดน ครับ

วันที่เกิด : เกิดวันที่ 14 มีนาคม 2535
นิสัยส่วนตัว : ก็เป็นคนเรื่อยๆครับอะไรก้อได้ทั้งนั้นไม่เครียดกับชีวิต
งานอดิเรก :เตะบอล ดูหนังฟังเพลงเรื่อยเปื่อย อ่านการ์ตูน(หนังสือเรียนไม่ใช่ประเด็นอ่า)และสุดท้ายคือนอน
ความใฝ่ฝัน : ก้อไม่ค่อยมีฟามฝันกะเค้าหรอกนะแต่ก้ออยากมีความสุขอ่ะแค่นี้แหละ
คติประจำใจ : ถ้าไม่เริ่มก้อจะไม่รู้จักกับคำว่าความสำเร็จ
สิ่งที่ชอบ(ความคลั่งใคล้) : ก้อฟุตบอลครับ เรื่องนี้น่ะต้องคุยกันอีกยาวเรียกว่าบ้าบอลเลยก้อได้
ศิลปินในดวงใจ : บอดีแสลม บิ๊กแอสและลาบานูน
อีเมล : donn-_-11@hotmail.com (มีไรก้อแอดมานะครับ)

เรื่องอื่นๆ(ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องไรมากมายนักอ่า)
ก้อมาทำความรู้จักกันนะครับก่อนอื่นคงรู้จักผมดีกันแล้วนะครับ หวังว่าคงรับได้กับบล็อกที่ไม่ค่อยจะดีบล็อกนี้นะครับ มันอาจจะเป็นบล็อกที่เพิ่งถูกสร้างแต่ผมก็จะพยามนะครับที่จะพัฒนากันต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ก็ขอให้ทนๆกันหน่อยละกันนะครับ หากมีไรติชมก็ไประบายได้ที่อีเมลนะครับแล้วผมจะปรับปรุงตามคำขอร้องครับ (ขอแสดงตนเองก่อนว่าผมทำล็อกไม่ค่อยเป็นนะครับ)